ระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลขัดข้อง
เจ้าของความเสี่ยง (Risk Owner)สดท.
ก่อนมีมาตรการควบคุม Inherent risk
20สูงมาก
- โอกาสเกิด
- 4
- ผลกระทบ
- 5
ระดับที่บันทึก: สูงมาก
54●3◆2112345
โอกาสเกิด ↑ผลกระทบ →
- ● ก่อนควบคุม
- ◆ หลังควบคุม
หลังมีมาตรการควบคุม Residual risk
6ปานกลาง
- โอกาสเกิด
- 3
- ผลกระทบ
- 2
ระดับที่บันทึก: ปานกลาง
▼ ลดลง 14 คะแนน
01ปัจจัยความเสี่ยง Risk Factor
1. ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน : การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์เครือข่ายตามอายุการใช้งาน และการขาดการอัปเกรดระบบอย่างสม่ำเสมอ
2. ปัจจัยด้านบุคลากร : ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (อัตราส่วนผู้ดูแลระบบต่อจำนวนอุปกรณ์มาตรฐานสากลที่ 1:100) และการฝึกอบรมที่ไม่ต่อเนื่อง
3. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม : การโจมตีทางไซเบอร์ และความไม่เสถียรของไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ
4. ปัจจัยด้านการจัดการ : ขาดแผนรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) ที่ครอบคลุม ไม่มีขั้นตอนกู้คืนระบบที่ชัดเจน, การกระจายความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม
2. ปัจจัยด้านบุคลากร : ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (อัตราส่วนผู้ดูแลระบบต่อจำนวนอุปกรณ์มาตรฐานสากลที่ 1:100) และการฝึกอบรมที่ไม่ต่อเนื่อง
3. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม : การโจมตีทางไซเบอร์ และความไม่เสถียรของไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ
4. ปัจจัยด้านการจัดการ : ขาดแผนรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) ที่ครอบคลุม ไม่มีขั้นตอนกู้คืนระบบที่ชัดเจน, การกระจายความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม
02ผลกระทบภายใน Internal Impact
1. การหยุดชะงักของบริการหลัก
2. ความเสียหายของข้อมูล
3. ต้นทุนการกู้ระบบ (ด้านเวลาและงบประมาณ)
2. ความเสียหายของข้อมูล
3. ต้นทุนการกู้ระบบ (ด้านเวลาและงบประมาณ)
03ผลกระทบภายนอก External Impact
1. บริการสาธารณะล่ม
2. ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง
3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
2. ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง
3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
04การควบคุมที่มีอยู่ Control in Place
1. มาตรการป้องกัน (Preventive Controls)
1.1 ระบบสำรองไฟฟ้าแบบ Hybrid: ติดตั้ง UPS รุ่นใหม่พร้อมระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล ช่วยลดเวลาดับจาก 2.3 ครั้งเหลือ 0.5 ครั้งต่อเดือน
1.2 สถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Mesh: แบ่งระบบออกเป็น 6 โซนอิสระพร้อมการเชื่อมต่อสำรอง 3 ชั้น ลดความเสี่ยงการล่มทั้งระบบลง 75%
1.3 ระบบตรวจจับการบุกรุกแบบ Real-time: ติดตั้ง Cisco Firepower NGFW ที่สามารถระบุการโจมตีได้ภายใน 0.8 วินาที และบล็อกอัตโนมัติ
2. มาตรการตรวจสอบ (Detective Controls)
2.1 ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย (NOC): ใช้ AI วิเคราะห์ Traffic ผิดปกติด้วยอัลกอริทึม Machine Learning ตรวจพบภัยคุกคามได้เร็วขึ้น 40%
2.2 ระบบตรวจสอบประสิทธิภาพเครือข่าย: ดัชนีวัดประสิทธิภาพ (KPI) 12 ตัว เช่น Packet Loss <0.1%, Latency <50ms
3. มาตรการแก้ไข (Corrective Controls)
3.1 แผนกู้ภัยฉุกเฉิน 3 ระดับ: ระดับ 1: กู้ระบบภายใน 4 ชม. ด้วยระบบสำรอง Hot Site ระดับ 2: ใช้ระบบ Cold Site ใน 8 ชม. สำหรับบริการสำคัญ ระดับ 3: เปิดใช้งาน Disaster Recovery Center ใน 24 ชม.
3.2 ทีมตอบสนองเหตุการณ์ (CERT): ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ฝึกซ้อมแผนทุก 3 เดือน
1.1 ระบบสำรองไฟฟ้าแบบ Hybrid: ติดตั้ง UPS รุ่นใหม่พร้อมระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล ช่วยลดเวลาดับจาก 2.3 ครั้งเหลือ 0.5 ครั้งต่อเดือน
1.2 สถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ Mesh: แบ่งระบบออกเป็น 6 โซนอิสระพร้อมการเชื่อมต่อสำรอง 3 ชั้น ลดความเสี่ยงการล่มทั้งระบบลง 75%
1.3 ระบบตรวจจับการบุกรุกแบบ Real-time: ติดตั้ง Cisco Firepower NGFW ที่สามารถระบุการโจมตีได้ภายใน 0.8 วินาที และบล็อกอัตโนมัติ
2. มาตรการตรวจสอบ (Detective Controls)
2.1 ศูนย์ปฏิบัติการเครือข่าย (NOC): ใช้ AI วิเคราะห์ Traffic ผิดปกติด้วยอัลกอริทึม Machine Learning ตรวจพบภัยคุกคามได้เร็วขึ้น 40%
2.2 ระบบตรวจสอบประสิทธิภาพเครือข่าย: ดัชนีวัดประสิทธิภาพ (KPI) 12 ตัว เช่น Packet Loss <0.1%, Latency <50ms
3. มาตรการแก้ไข (Corrective Controls)
3.1 แผนกู้ภัยฉุกเฉิน 3 ระดับ: ระดับ 1: กู้ระบบภายใน 4 ชม. ด้วยระบบสำรอง Hot Site ระดับ 2: ใช้ระบบ Cold Site ใน 8 ชม. สำหรับบริการสำคัญ ระดับ 3: เปิดใช้งาน Disaster Recovery Center ใน 24 ชม.
3.2 ทีมตอบสนองเหตุการณ์ (CERT): ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ฝึกซ้อมแผนทุก 3 เดือน
05หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง Risk Relative
ทุกหน่วยงาน