| 1 | E | 1.อุทกภัย | 1.1.1 | น้ำท่วม/น้ำท่วมขัง
น้ำฝนตกลงมาในปริมาณที่มากเกินอัตราที่ระบบป้องกันน้ำท่วมของกรุงเทพฯ จะรับได้ (รับได้ที่ประมาณ ๖๐ มิลลิเมตรต่อชั่วโมง)
| 1) ภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
2) พื้นที่ลุ่มต่ำ
3) ขยะตกค้างกีดขวางอุดตัน
ทางระบายน้ำและท่อระบายน้ำ
4) การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง
ขวางทางน้ำไหล พื้นที่รองรับน้ำลดลง
5) การก่อสร้างสาธารณูปโภค เช่น
รถไฟฟ้า ท่ออุโมงค์ ท่อประปา ท่อ-
ร้อยสายโทรศัพท์ การก่อสร้างเขื่อน
กั้นน้ำ และโครงการก่อสร้างอื่นๆ
ของรัฐกีดขวางทางน้ำไหล
|  15 |  10 | 1. เกิดปัญหาน้ำท่วมขังรอการระบายน้ำเพิ่มขึ้น และใช้เวลาแก้ไขนานขึ้น
2. สูญเสียงบประมาณในการซ่อมแซมถนน สิ่งก่อสร้าง สาธารณูปโภค และบ้านเรือนของประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ | 1. สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของรัฐและประชาชน
2. ปัญหาการจราจรติดขัด
3. น้ำท่วมขังสกปรก ส่งผลต่อสุขอนามัยและสุขภาพจิตของประชาชน
4. มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาพรวม | 15 | สูงมาก | 10 | สูง | สนน. |
| 2 | E | 1.อุทกภัย | 1.2.1 | ปริมาณน้ำหลากและน้ำทะเลหนุน สูงเกินกว่าขีดความสามารถของแนวคันกั้นน้ำถาวร ไหลบ่าเข้าพื้นที่ปิดล้อมของกรุงเทพมหานคร (แนวคันกั้นน้ำถาวรรองรับที่ระดับความสูง +3.00 ม.รทก.)
| 1) ปริมาณน้ำและค่าระดับสูงเกินกว่าขีดความสามารถของแนวป้องกันน้ำหลากและน้ำหนุนจะรองรับได้
2) ปัญหาพื้นที่นอกแนวป้องกันของกรุงเทพมหานครที่ประสบปัญหาน้ำท่วม กดดันให้กรุงเทพมหานครเปิดประตูระบายน้ำเข้าท่วมในพื้นที่ชั้นใน
3) การสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมริมแม่น้ำและคลอง ยังไม่ครอบคลุมพื้นที่ตลอดแนว รวมทั้งแนวป้องกันเดิมมีสภาพชำรุด
4) ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละประมาณ 1.3 - 2 เซนติเมตรเนื่องจากภาวะโลกร้อน น้ำแข็งขั้วโลกละลาย (กทม.อยู่ในระดับสูงกว่าน้ำทะเลประมาณ 50 เซนติเมตร) ประกอบกับแผ่นดินทรุดตัวอย่าง ต่อเนื่องปีละประมาณ 1 เซนติเมตรเนื่องจากกรุงเทพฯ เป็นดินอ่อนและมีการใช้น้ำใต้ดินหรือน้ำบาดาลจำนวนมาก
5) พื้นที่แนวทางน้ำหลาก Flood Way ลดลง และมีการก่อสร้างบ้านเรือนรุกล้ำ อันเนื่องจากขาดการบังคับใช้ผังเมืองและกฎหมายควบคุมอาคารอย่างจริงจัง
|  3 |  5 | 1. เกิดปัญหาน้ำท่วมเพิ่มขึ้น ทั้งบริเวณจุดที่มีปัญหาน้ำท่วม และระยะเวลาน้ำท่วมขังจะเพิ่มขึ้นใช้เวลาแก้ไขนานขึ้น
2. สูญเสียงบประมาณในการซ่อมแซมถนน สิ่งก่อสร้าง สาธารณูปโภค และบ้านเรือนของประชาชนบริโภค | 1. ความเสียหายด้านเกษตรกรรม (บริเวณพื้นที่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา) ด้านอุปโภคบริโภค
และด้านเศรษฐกิจ
2. ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและรัฐ
3. ประชาชนไม่มีที่อยู่อาศัยขาดแคลนเครื่องอุปโภคและบริโภค
| 3 | ปานกลาง | 5 | ปานกลาง | สนน. |
| 3 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.1 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 1) สภาพปัญหาการจราจรติดขัด
โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน
|  25 |  12 | 1. เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุล่าช้า
อาจทำให้เพลิงไหม้เกิดการ
ติดต่อลุกลามและขยายวงกว้าง
มากขึ้นทำให้ยากแก่การควบคุม
ซึ่งอาจสร้างความเสียหาย
ให้แก่ชีวิตและทรัพย์สิน
ของประชาชนเป็นจำนวนมาก | 1. การควบคุมไฟล่าช้าอาจสร้าง
ความเสียหายให้แก่ชีวิตและ
ทรัพย์สินของประชาชนเป็น
จำนวนมาก | 25 | สูงมาก | 12 | สูงมาก | สปภ. |
| 4 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.10 | มีผู้ลอบวางเพลิงในที่สาธารณะหรือที่ส่วนตัว และที่รกร้างว่างเปล่า เช่น เผาหญ้า ขยะ
| 1) ประชาชนไม่ตระหนัก
เกี่ยวกับอัคคีภัย ที่อาจจะเกิดขึ้น
ประมาท พลั้งเผลอ ไม่สอดส่อง
ดูแล ขาดความระมัดระวัง ใช้อุปกรณ์
ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้ไฟฟ้าเกิน
ขนาด เก็บวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงไว้ใน
อาคารเป็นจำนวนมาก และ
ไม่จำแนกวัตถุต่าง ๆ อย่างชัดเจน
ไม่สนใจและไม่ให้ความร่วมมือ
กับเจ้าหน้าที่ในการอบรมหรือ
ศึกษาเกี่ยวกับอัคคีภัย
|  15 |  10 | 1. ระบบอัคคีภัยล้มเหลว อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้หรือระบบดับเพลิงอัตโนมัติอาจจะไม่สามรถทำงานได้เมื่อเกิดสถานการณ์จริง
2. การต่อเติมอาคารผิดประเภทหรือการรับน้ำหนักที่เกินเกณฑ์โดยไม่ได้มีการตรวจสอบอาจนำไปสู่ความเสียหายอื่น ๆ | 1. เมื่อเกิดเหตุอัคคีภัย ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก | 15 | สูงมาก | 10 | สูง | สปภ. |
| 5 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.11 | ยานพาหนะ เครื่องจักร
วัสดุ และอุปกรณ์ในการ
ปฏิบัติงานชำรุด และไม่พร้อม
ใช้งาน
| 1) ใช้งานเครื่องมือและอุปกรณ์
เหล่านั้นมานานหลายสิบปี ทำให้
เสื่อมสภาพ เช่น หม้อลมของรถที่
เก็บลมไม่อยู่ ระบบเบรคชำรุด
วิทยุสื่อสารเสีย ฯลฯ และเมื่อส่งซ่อม
ก็ใช้เวลานานหรือซ่อมไม่ได้ เพราะ
ไม่มีอะไหล่
2) งบประมาณในการจัดซื้อเครื่องมือ อะไหล่
และอุปกรณ์สำหรับการซ่อมรถ และอุปกรณ์
ที่ชำรุด มีไม่เพียงพอ
3) บุคลากรในการปฏิบัติงานด้านการจัดทำ
เอกสารการจัดซื้อจัดจ้างอะไหล่ และอุปกรณ์
ซ่อมแซมยานพาหนะมีไม่เพียงพอ
4) บุคลากรขาดความรู้ความชำนาญ
ในการปฏิบัติงานด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
เนื่องจากข้าราชการที่ได้รับมอบหมายให้
ดำเนินการด้านการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์
เกี่ยวกับการซ่อมแซมยานพาหนะ
เป็นข้าราชการที่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งใหม่
จึงทำให้ไม่มีความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน
ตามแผนปฏิบัติราชการ
|  15 |  10 | 1. ประสิทธิภาพในการดับเพลิงลดลง
2. เสียค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ (รถยุโรป) ในการดูแลและซ่อมแซม
3. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานขาดขวัญและกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน ไม่มีความมั่นใจ
4. เมื่อรถดับเพลิงเกิดอุบัติเหตุอาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานถูกสอบวินัย จึงไม่มีผู้อยากขับรถดับเพลิง
5. ไม่สามารถนำรถดับเพลิง และอุปกรณ์ ออกระงับเหตุได้ หรือหากนำออกปฏิบัติหน้าที่ อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและประชาชนได้
6. ไม่สามารถเข้าระงับอัคคีภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะอุปกรณ์ไม่พร้อมในการระงับเหตุอาจทำให้เพลิงลุกลามมากขึ้นและเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน | 1. ความล่าช้าในการระงับเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น
2. ประชาชนบริเวณโดยรอบ
สถานที่เกิดเหตุได้รบผลกระทบ
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากขึ้น ยาวนานขึ้น | 15 | สูงมาก | 10 | สูง | สปภ. |
| 6 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.12 | งบประมาณ สวัสดิการ
และกำลังคน ไม่เพียงพอกับ
การปฏิบัติงาน
| เจ้าหน้าที่มีงานรับผิดชอบ
หลายด้าน ทั้งงานรักษาการณ์
เข้าเวรประจำ งานปฏิบัติการ
งานกู้ภัยงานสาธารณภัย ฯลฯ
และบางคนขอย้ายกลับภูมิลำเนา
ในต่างจังหวัดสวัสดิการที่มีไม่จูงใจ
เพียงพอที่จะอยู่ปฏิบัติงานกับ
กรุงเทพมหานครนอกจากนี้
อัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ยังไม่
สัมพันธ์กับขนาดพื้นที่ที่อยู่ใน
ความรับผิดชอบการจัดสรร
เจ้าหน้าที่มาบรรจุทดแทนมี
ความล่าช้า มีตำแหน่งว่างนานมาก
|  16 |  9 | 1. ประสิทธิภาพในการทำงาน
ช้าลง การระงับเหตุล่าช้า
ความเสียหายเพิ่มมากขึ้น
2. เจ้าหน้าที่ขาดขวัญกำลังใจ
และมีภารกงานเพิ่มขึ้นเกิด
Work Load | 1. ความล่าช้าในการระงับเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น
2. ประชาชนบริเวณโดยรอบ
สถานที่เกิดเหตุได้รบผลกระทบ
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากขึ้น ยาวนานขึ้น | 16 | สูงมาก | 9 | สูง | สปภ. |
| 7 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.2 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 2) สภาพซอยคับแคบ มีสิ่งกีดขวาง
เช่น กันสาด แผงลอย ทำให้
รถดับเพลิงเข้าถึงจุดเกิดเหตุไม่ได้นอกจากนี้ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย
ย้ายจากถนนสายหลักไปขาย
ในซอยมากขึ้น
|  16 |  6 | 1. เมื่อถึงพื้นที่เกิดเหตุช้าอาจทำ
ให้เพลิงไหม้เกิดการติดต่อลุกลาม
และขยายวงกว้างขึ้นทำให้ยาก
แก่การควบคุม
| 1. ความล่าช้าในการเข้าที่เกิดเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น
2. ประชาชนบริเวณโดยรอบ
สถานที่เกิดเหตุได้รบผลกระทบ
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากขึ้น ยาวนานขึ้น | 16 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สปภ. |
| 8 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.3 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 3) การแจ้งข้อมูลจากผู้ประสบเหตุ
ไม่ชัดเจน ไม่ถูกต้อง และผิดช่องทาง
|  10 |  2 | 1. ทำให้จัดเตรียมอุปกรณ์และ
เครื่องมือในการเข้าระงับเหตุ
ไม่เหมาะสม | 1. ความล่าช้าในการเข้าที่เกิดเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น | 10 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สปภ. |
| 9 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.4 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 4) เจ้าหน้าที่ประจำอาคาร
ที่เกิดเหตุไม่มาประสานให้ข้อมูล
|  12 |  8 | การระงับเหตุล่าช้า
มีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น | 1. ความล่าช้าในการระงับเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น
2. ประชาชนบริเวณโดยรอบ
สถานที่เกิดเหตุได้รบผลกระทบ
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากขึ้น ยาวนานขึ้น | 12 | สูงมาก | 8 | สูง | สปภ. |
| 10 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.5 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 5) ขาดการควบคุมในพื้นที่เกิดเหตุ
|  16 |  10 | ทำให้เข้าถึงพื้นที่เกิดเหตุได้ยาก
และเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือ
ผู้ประสบภัย
| 1.โอกาสได้รับการช่วยเหลือ
ของผู้ประสบภัยมีน้อยลง | 16 | สูงมาก | 10 | สูง | สปภ. |
| 11 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.6 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 6) แหล่งน้ำประปามีสิ่งกีดขวาง เช่น
จอดรถยนต์ดึงเบรคมือ หรือจอดรถเข็น
ร้านขายอาหารคร่อมประปาหัวแดง
|  15 |  10 | การระงับเหตุล่าช้า
มีความเสียหายเพิ่มมากขึ้น | 1. ความล่าช้าในการระงับเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น | 15 | สูงมาก | 10 | สูง | สปภ. |
| 12 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.7 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 7) เส้นทางที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เป็น
ซอยที่มีสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์
สายเคเบิลที่มีความสูงหรือต่ำกว่า
รถดับเพลิงเป็นอุปสรรคในการ
เข้าระงับเหตุ
|  15 |  6 | รถดับเพลิงเข้าที่เกิดเหตุได้ล่าช้า
เนื่องจาก ติดสายไฟ สายโทรศัพท์ | 1. ความล่าช้าในการระงับเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น
2. ประชาชนบริเวณโดยรอบ
สถานที่เกิดเหตุได้รบผลกระทบ
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากขึ้น ยาวนานขึ้น | 15 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สปภ. |
| 13 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.8 | การปฏิบัติงาน ดับเพลิงทำได้
ยากและลำบาก
| 8) หน่วยอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่
ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีเอกภาพ
เนื่องจากไม่ทราบว่าใครเป็นผู้บังคับ-
บัญชาการเหตุการณ์ และมีอาสา
จากหลายหน่วยและหลายพื้นที่
ไม่เคยประสานงานกันมาก่อน
รวมถึงหัวหน้าผู้ควบคุมแต่ละกลุ่ม
ขาดการประสานกันเพราะไม่รู้จักกัน
|  12 |  8 | เกิดความสับสนในการปฏิบัติงาน
ทำให้ไม่สามารถระงับเหตุได้อย่าง
ทันท่วงที เกิดความเสียหาย
ในชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก | 1. ความล่าช้าในการระงับเหตุ
ทำให้เกิดความเสียหายกับ
ชีวิตและทรัพยสินของประชาชน
ในวงกว้างมากขึ้น
2. ประชาชนบริเวณโดยรอบ
สถานที่เกิดเหตุได้รบผลกระทบ
ในการดำเนินชีวิตประจำวัน
มากขึ้น ยาวนานขึ้น | 12 | สูงมาก | 8 | สูง | สปภ. |
| 14 | E | 2.อัคคีภัย | 2.1.9 | การตวจสอบอาคาร 9 ประเภท เกิดเหตุเพลิงไหม้
| 9) อาคารเก่า ที่เข้าข่ายอาคาร 9 ประเภทเนื่องจากกระทบกับคนจำนวนมาก และอาคาร 9 ประเภทมีการ ตรวจสอบเส้นทางหนีไฟ อุปกรณ์ป้องกันเพลิงไหม้ต่างๆ หรือการใช้อาคารผิดประเภท อยู่เป็นประจำ กรณีเป็นอาคารเก่า ตึกแถว อาคารพาณิชย์ เนื่องจากอาคารมีจำนวนมากควรใช้การประสัมพันธืให้ความรู้แทน
|  20 |  10 | 1. ระบบอัคคีภัยล้มเหลว อุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ หรือระบบฉีดน้ำอัตโนมัติ อาจไม่ทำงานเมื่อเกิดเหตุจริง2. โครงสร้างอาคารล้า การต่อเติมผิดประเภทหรือการรับน้ำหนักที่เกินเกณฑ์โดยไม่มีการตรวจเช็ก อาจนำไปสู่การทรุดตัวหรือแตกร้าว | 1. เมื่อเกิดเหตุอัคคีภัย ส่งผลให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก | 20 | สูงมาก | 10 | สูง | สนย. |
| 15 | E | 3.แผ่นดินไหวและอาคารถล่ม | 3.1.1 | เกิดแผ่นดินไหวหรือได้รับ
ผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือนของ
แผ่นดินไหว และเกิดอาคารถล่มใน
พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร
| กรุงเทพมหานครอยู่ในพื้นที่เสี่ยง
ต่อการเกิดแผ่นดินไหวหรืออาจจะ
ได้รับผลกระทบจากการเกิด
แผ่นดินไหว ตามแนวรอยเลื่อนต่างๆ
ของประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ
และพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินอ่อน เมื่อ
เกิดแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว
จะสามารถขยายความรุนแรงอีก
ประมาณ 2 - 3 เท่าตัว ประกอบกับ
กรุงเทพฯ มีตึกสูงจำนวนมาก และ
ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับ
แรงสั่นสะเทือนอันเกิดจากแผ่นดินไหว
|  5 |  4 | 1. อาจเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน และ
อาคาร สถานที่ของทางราชการ
2. ข้าราชการและลูกจ้างของกรุงเทพมหานคร
อาจได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต | หากเกิดแผ่นดินไหว แม้จะอยู่ในระยะ
ไกล ก็สามารถสร้างความเสียหายต่อ
ชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะอาคาร
บ้านเรือนและตึกสูงที่ก่อสร้างมาโดย
ไม่ได้ออกแบบให้รองรับการเกิด
แผ่นดินไหว ซึ่งอาจพังทลายลง
ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต
และทรัพย์สินของประชาชน | 5 | ปานกลาง | 4 | ปานกลาง | สปภ. |
| 16 | E | 3.แผ่นดินไหวและอาคารถล่ม | 3.1.2 | การเข้าถึงพื้นที่เพื่อปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและอาคาร
ถล่มเป็นไปได้ยากลำบาก
| 1. ขาดเครื่องมือเครื่องใช้ที่เหมาะสมหรือ
อุปกรณ์ขนาดใหญ่ เช่น เครื่องจักรหนัก
ในการเปิดทางเข้าถึงพื้นที่
2. ความซับซ้อนของโครงสร้างอาคารที่ถล่ม
อาจทำให้การค้นหาและการช่วยเหลือ
เป็นไปได้ยาก
|  5 |  4 | การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างล่าช้า
ต้องรอเครื่องมือหรืออุปกรณ์
ที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถ
เข้าทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ | 1. อุปสรรคในการเข้าถึงพื้นที่
อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ประสบภัย
ที่รอการช่วยเหลือ
2. ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและ
หวาดระแวงการเกิดแผ่นดินไหวและ
อาคารถล่ม ทำให้ไม่กล้าเข้าพักอาศัย
ในที่พักที่เป็นอาคารสูง | 5 | ปานกลาง | 4 | ปานกลาง | สปภ. |
| 17 | E | 3.แผ่นดินไหวและอาคารถล่ม | 3.1.3 | งบประมาณในการเบิกจ่ายด้าน
การปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
มีไม่เพียงพอ
| 1. ไม่มีงบประมาณในการซ่อมแซมครุภัณฑ์
ยานพาหนะ เครื่องจักรกล ตลอดจนเครื่องมือ
อุปกรณ์ด้านการกู้ชีพกู้ภัยของทางราชการ
หรือเอกชนที่นำมาช่วยเหลือโดยสมัครใจ
และไม่คิดมูลค่า
2. ไม่มีงบประมาณเพื่อเบิกจ่ายเป็นค่าน้ำมัน
เชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ เครื่องจักร
และเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ภาครัฐ
และเอกชนนำมาช่วยเหลือในการค้นหา
ผู้ประสบภัย
|  5 |  4 | การปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย
อาจเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจาก
ยานพาหนะ เครื่องจักรเครื่องมือ
เครื่องใช้ชำรุด | อุปสรรคในการปฏิบัติงานอาจ
ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้ประสบภัย
ที่รอการช่วยเหลือ | 5 | ปานกลาง | 4 | ปานกลาง | สปภ. |
| 18 | E | 4.ขยะ | 4.1.1 | ปริมาณขยะที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้มีปริมาณสูง และต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการกำจัด
| 1. จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ส่งผลต่อ การบริโภคและการสร้างขยะ
2. พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและวัฒนธรรมส่งผลต่อปัญหาขยะล้นเมือง
3. ระบบการคัดแยกและนำขยะกลับไปใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน เป็นการคัดแยกตามความสมัครใจ ซึ่งมาตรการของรัฐในการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนผู้บริโภคคัดแยกขยะ ไม่เพียงพอ ขาดความต่อเนื่อง
4. การขยายตัวของเมืองและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ
วัตถุประสงค์ของการจัดการความเสี่ยง
1) เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อชีวิตคุณภาพชีวิตของประชาชน
2) เพื่อลดปริมาณขยะที่นำเข้าสู่ระบบการจัดการขยะ
3) เพื่อลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะ และขยะตกค้าง
4) เพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานและองค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วนในการระดมทรัพยากร
|  20 |  12 | 1. ปริมาณขยะจำนวน 13,247.56 ตันต่อวัน จะตกค้างหากระบบการขนส่งขยะหยุดลง และทำให้การกำจัดขยะมีความยากลำบากและล่าช้ามากขึ้น
2. ภาระค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและกำจัดขยะค่อนข้างสูง
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรุงเทพมหานครสามารถจัดเก็บขยะได้ 9,560.56 ตัน/วัน มีขยะที่ได้รับการคัดแยกะนำมาใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิด 3,687 ตัน/วัน | 1. ขยะจะตกค้างในบ้านเรือนและในรถเก็บขนมูลฝอยซึ่งจะส่งกลิ่นเหม็น ทัศนอุจาด และเกิดการแพร่กระจายของพาหะนำโรคและและเชื้อโรค ส่งผลต่อสุขภาพกายและจิตใจของประชาชน
2. ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมทั้งทางน้ำ ดิน
| 20 | สูงมาก | 12 | สูงมาก | สสล. |
| 19 | E | 4.ขยะ | 4.2.1 | การปนเปื้อนของมูลฝอยอันตรายกับมูลฝอยประเภทอื่น
| 1) ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเภทขยะอันตราย
2) ประชาชนขาดความตระหนักและแรงจูงใจในการคัดแยกมูลฝอยอันตรายออกจากมูลฝอยประเภทอื่น
3) การขยายตัวของเมืองและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่ก่อให้เกิดมูลฝอยอันตรายประเภทใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
4) การขาดการบังคับใช้กลไกทางกฎหมายสำหรับผู้ที่ไม่ให้ความร่วมมือคัดแยก
5) ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากรในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการมูลฝอยอันตราย รวมถึงการอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
6) การที่รถเก็บขนมูลฝอยทั่วไปอาจยังไม่มีการแยกประเภทมูลฝอยอย่างชัดเจนในบางพื้นที่ ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าการคัดแยกที่ต้นทางจะเกิดประโยชน์จริง
วัตถุประสงค์
1) เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบต่อชีวิต คุณภาพชีวิตของประชาชน
2) เพื่อลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมูลฝอยอันตรายปะปนกับมูลฝอยประเภทอื่น ๆ
|  10 |  8 | 1. ผลกระทบด้านสาธารณสุขและความปลอดภัย
1) เจ้าหน้าที่ กทม. ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ขนส่ง และคัดแยกมูลฝอยมีความเสี่ยงสูงที่จะสัมผัสสารพิษโดยตรงทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน หรือผลกระทบเรื้อรัง ซึ่งเป็นภาระด้านการรักษาพยาบาลและสวัสดิการของ กทม.
2) สารพิษจากมูลฝอยอันตรายที่ปะปนในมูลฝอยประเภทอื่น อาจแพร่กระจายสู่ประชาชนที่อาศัยใกล้เคียงจุดพักรวมมูลฝอย รถเก็บขนมูลฝอย
2. ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
1) การเผาทำลายมูลฝอยที่ปนเปื้อนสารอันตรายโดยไม่ถูกวิธีจะปล่อยสารพิษในอากาศ เช่น ไดออกซิน ฟิวแรน โลหะหนัก ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของประชาชน และ กทม. ต้องเผชิญกับข้อร้องเรียนและภาระในการควบคุมมลพิษ
2) มูลฝอยอันตรายที่ปนเปื้อนทำให้การกำจัดมูลฝอยยากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เพราะต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางในการบำบัดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม และอาจเกิดการรั่วไหลของสารพิษ หากระบบไม่รองรับ เช่น การนำไปหมักทำปุ๋ย
3. ผลกระทบด้านการบริหารจัดการและงบประมาณ
เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร มีภาระในการคัดแยกมูลฝอยอันตรายออกจากมูลฝอยทั่วไปทำให้การดำเนินงานในการจัดการมูุลฝอยล่าช้า
1) กทม. ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นในการจัดการมูลฝอยอันตรายที่ปนเปื้อน เช่น ค่าใช้จ่ายในการคัดแยกเพิ่มเติม ค่าขนส่งและกำจัดด้วยวิธีเฉพาะ (ซึ่งแพงกว่ามูลฝอยทั่วไป) ค่าบำบัดสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อน และค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข
2) หาก กทม. ไม่สามารถจัดการปัญหามูลฝอยอันตรายที่ปนเปื้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของหน่วยงานในสายตาของประชาชนและนักท่องเที่ยว | 1. ผลกระทบต่อสังคม
2) สารพิษจากมูลฝอยอันตรายเกิดการปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหาร และสิ่งแวดล้อม
3) เกิดความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มูลฝอยอันตรายบางชนิด เช่น กระป๋องสเปรย์ หรือสารไวไฟอาจทำให้เกิดเพลิงไหม้ หรือ การระเบิดได้ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
4) กทม. เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ หากปัญหาสิ่งแวดล้อมจากมูลฝอยอันตรายรุนแรงขึ้น จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของการเป็นเมืองน่าอยู่และน่าท่องเที่ยว ลดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว
2. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มลพิษเกิดการปนเปื้อนสู่ดิน แหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดิน และอากาศ | 10 | สูง | 8 | สูง | สสล. |
| 20 | E | 5.น้ำอุปโภค บริโภค และน้ำเสีย | 5.1.1 | การปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำบริเวณผิวดิน ทำให้เกิดปัญหาน้ำเสียในแหล่งน้ำและน้ำใต้ดิน
| 1) ประชาชนลักลอบทิ้งสารเคมีและ
วัตถุอันตราย ขยะมูลฝอย กากไขมัน
ขยะติดเชื่อ และสิ่งปฏิกูลใกล้กับแหล่งน้ำ
สารเคมีในการเกษตร์ การเผาขยะ น้ำเสีย
จากโรงงาน ไหลงสู่แหล่งน้ำและน้ำใต้ดิน
โดยไม่ผ่านการบำบัดซึ่งเป็นเพราะ
ประชาชนขาดความเข้าใจ ขาดจิตสำนึก
ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้การคมนาคมขนส่งทางน้ำ
ก็อาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนของเสีย
ในแหล่งน้ำได้ด้วยเช่นกัน
วัตถุประสงค์ของการจัดการความเสี่ยง
1) เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบ
ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน
2) เพื่อเตรียมการป้องกัน ช่วยเหลือ
และฟื้นฟูพื้นที่ประสุบภัยได้อย่างรวดเร็ว
3) เพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ
ของหน่วยงานและองค์กรเครือข่าย
ทุกภาคส่วนในการระดมทรัพยากร
อย่างบูรณาการและมีประสิทธิภาพ
|  15 |  10 | 1. คุณภาพน้ำและน้ำใต้ดินที่ใช้
ในการอุปโภคบริโภคอาจปนเปื้อน
โลหะหนัก กรุงเทพมหานคร
ต้องใช้ทรัพยากร ในการบำบัด
และมีต้นทุนในการฟื้นฟูแหล่งน้ำ | 1. ผลที่เกิดจากความเสี่ยงจะ
ส่งผลต่อคุณภาพน้ำที่ใช้ในการ
อุปโภคบริโภคที่อาจปนเปื้อน
โลหะหนักส่งผลกระทบต่อ
สุขภาพอนามัยของประชาชน
โดยตรงนอกจากนั้น ยังส่งผล
ต่อระบบนิเวศน์ พืช สัตว์ และ
ห่วงโซ่อาหาร และส่งผลกระทบ
ต่อสภาพแวดล้อมโดยรอบ
บริเวณแหล่งน้ำ | 15 | สูงมาก | 10 | สูง | สสล., สนน., สนอ. |
| 21 | E | 6.มลพิษทางอากาศ | 6.1.1 | มลพิษทางอากาศและเสียงเกินค่ามาตรฐาน ฝุ่นขนาดเล็ก (PM2.5) เกินค่ามาตรฐาน
| 1) ยานพาหนะที่ไม่ได้มาตรฐาน เช่น รถยนต์
เรือ ฯลฯ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ อาทิ
ควันดำ ฝุ่นขนาดเล็ก PM10, PM2.5
2) การก่อสร้างอาคาร ใช้รถบรรทุก
รถขนส่งคนงาน ฯลฯ ทำให้เกิดฝุ่นละออง
3) โรงงานอุตสาหกรรม/สถานประกอบการ
ปล่อยมลพิษทางอากาศ
4) การเกิดเหตุไฟไหม้หญ้าขยะปล่อยมลพิษ
โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก
5) ฌาปนสถานปล่อยมลพิษทางอากาศ
6) กิจการค้าที่เป็นอันตราย อาทิ กิจการ
แพลนท์ปูน กิจการพ่นสีรถยนต์ กิจการ
หลอมโลหะ ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ
7) การเผาในพื้นที่เกษตร (สพส.)
8) เสียงที่เกิดจากการก่อสร้างและรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง
วัตถุประสงค์ของการจัดการความเสี่ยง
1) เพื่อป้องกันและบรรเทาผลกระทบ
ต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของ
ประชาชน
2) เพื่อป้องกัน ช่วยเหลือ และฟื้นฟู
พื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็ว
3) เพื่อกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ
ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ได้อย่างชัดเจน
|  16 |  12 | 1. มลพิษทางอากาศและเสียง
ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
และไม่จำกัดขอบเขตขอบของปัญหา
ได้อย่างชัดเจน ไม่สามารถควบคุม
ต้นตอปัญหาได้ ทำให้การแก้ไข
ปัญหาของกรุงเทพมหานคร
ทำได้ยากขึ้นและเกิดข้อร้องเรียน
หรือข้อพิพาทจากภาคประชาชน
มากขึ้น | 1. การเพิ่มขึ้นของมลพิษ
ทางอากาศเกินมาตรฐานเป็น
ระยะเวลานาน จะส่งผลกระทบ
ต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน
ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นโดยตรง
ทั้งโรคภัยที่เกิดขึ้น ความสามารถ
ในการทำงานลดลง ระบบเศรษฐกิจ
ที่ต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการบำบัด
รักษา และสูญเสียความสามารถ
ในการหารายได้ของประชาชน
ตลอดจนส่งผลกระทบต่อ
ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและ
คุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน
ปี 2567
จำนวนวัน ที่ค่าฝุ่น PM 2.5
เกินค่ามาตรฐาน 134 42 วัน
คิดป็น ร้อยละ 36.61 11.47
ของจำนวนวัน 366 ทั้งปี
ปี 2568
จำนวนวัน ที่ค่าฝุ่น PM 2.5
เกินค่ามาตรฐาน 52 วัน
คิดป็น ร้อยละ 8.77 14.25
ของจำนวนวัน 365 ทั้งปี
ความล่าช้าในการเข้าที่เกิดเหตุ
ทำให้เกิดทำให้เกิดการแพร่กระจายของฝุ่น ก๊าซ และสารพิษอื่นๆ จากการเผาไหม้ได้ | 16 | สูงมาก | 12 | สูงมาก | สสล., สนอ., สปภ., สนย., สนท., สปส., สพส. |
| 22 | E | 7.สารเคมีและวัตถุอันตราย | 7.1.1 | 1. การเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือสารเคมีรั่วไหลในสถานประกอบกิจการที่มีการจัดเก็บ การผลิต การสะสม การขนส่งและการใช้สารเคมีและวัตถุอันตราย
2. การเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งทำให้สารเคมีรั่วไหลหรือไฟไหม้บนท้องถนน
3. การลักลอบทิ้งสารเคมีในพื้นที่รกร้าง และแหล่งน้ำ
| 1. กรุงเทพมหานครมีสถานประกอบกิจการที่มีการจัดเก็บ การผลิต การสะสม การขนส่งและการใช้สารเคมีและวัตถุอันตราย จำนวน 4,129 แห่ง (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2569) ซึ่งเป็นกิจการที่มีความเสี่ยงภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย โดยส่วนใหญ่มีการจัดเก็บสารเคมีและวัตถุอันตรายไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ.2535 พระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 และสถานประกอบการบางแห่งไม่มีการจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายในสถานประกอบการ และไม่ตระหนักถึงภัยจากสารเคมีและวัตถุอันตราย เนื่องจากขาดงบประมาณในการปรับปรุงสถานประกอบกิจการให้ได้ตามหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ขาดการตรวจสอบและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องมือเครื่องจักร ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ในการจัดการด้านความปลอดภัยด้านสารเคมีและวัตถุอันตรายในสถานประกอบกิจการที่มีการจัดเก็บ การผลิต การสะสม การขนส่งและการใช้สารเคมีและวัตถุอันตราย อาทิ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย (จป.) บุคลากรเฉพาะรับผิดชอบความปลอดภัยการเก็บรักษาวัตถุอันตราย (บฉ.)
2. กรุงเทพมหานคร เป็นเส้นทางผ่านของรถขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตรายอาจเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนขณะขนส่งสารเคมีและวัตถุอันตราย
3. การลักลอบเก็บทิ้งสารเคมีและวัตถุอันตรายในอาคารโดยที่ไม่ใช้แล้วในพื้นที่รกร้าง/จุดทิ้งขยะ โดยไม่นำไปกำจัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ
|  12 |  6 | 1. ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์กรุงเทพมหานคร
2. เสียงบประมาณในการจัดการ ควบคุม สาธารณภัย รวมถึงการบริหารจัดการด้านอื่นๆ อาทิ การจ่ายเงินเยียวยา การจัดศูนย์พักพิง การฟื้นฟูด้านสุขภาพ จิตใจและสิ่งแวดล้อม
3. ต้องแบ่งบุคลากร/เจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครที่ต้องปฏิบัติภารกิจประจำ และบางส่วนไปปฏิบัติภารกิจพิเศษเพื่อดูแล รักษาพยาบาล เยียวยาจิตใจ และดูแลความเรียบร้อยของประชาชน
| 1. ส่งผลกระทบต่อชีวิต/สุขภาพ ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม
2. ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม อาทิ เมื่อสถานประกอบการถูกเพลิงไหม้จนอาคารพังเสียหาย ต้องหยุดประกอบการถาวร/ชั่วคราว ส่งผลกระทบถึงผู้ประกอบการ ลูกจ้างในสถานประกอบการ และอาจส่งผลกระทบในด้านการจัดเก็บภาษีในอนาคต
3. สูญเสียงบประมาณในการฟื้นฟูสภาพสิ่งแวดล้อม / ระบบสาธารณูปโภค อาทิ ถนน แหล่งน้ำ ไฟฟ้าส่องสว่าง
| 12 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สนอ. |
| 23 | E | 8. ภัยแล้ง | 8.1.1 | ภัยแล้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน
| ด้วยในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี ลักษณะสภาพอากาศของประเทศไทยโดยทั่วไปจะเกิดความแห้งแล้ง และมีอากาศร้อนจัดเกือบทุกพื้นที่ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ประเทศไทยต้องประสบภัยแล้งอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่เขตชั้นนอกของกรุงเทพมหานคร ที่น้ำประปายังเข้าไปไม่ถึงก็จะประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และน้ำเพื่อทำการเกษตร รวมทั้งปัญหาน้ำเค็มเนื่องจากน้ำทะเลหนุน ตลอดจนปัญหาไฟไหม้หญ้า ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรและปศุสัตว์ ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและสภาวะแวดล้อมโดยรวม กรุงเทพมหานครในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีภารกิจหน้าที่ในการดูแลและร่วมเข้าแก้ปัญหาให้ประชาชน
คาดการณ์แนวโน้มผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง พื้นที่เกษตรที่คาดว่าอาจจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง
ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ มีจำนวน ๒๖ เขต อยู่ในกลุ่มกรุงเทพตะวันออก ๙ เขต ได้แก่ หนองจอก ลาดกระบัง คลองสามวา
ประเวศ สะพานสูง บึงกุ่ม บางกะปี คันนายาว และมีนบุรี กลุ่มกรุงเทพเหนือ ๕ เขต ได้แก่ สายไหม บางเขน
ดอนเมือง หลักสี่ และลาดพร้าว กลุ่มกรุงเทพใต้ ๑ เขต ได้แก่ สวนหลวง กลุ่มธนเหนือ ๕ เขต ได้แก่ ทวีวัฒนา
ตลิ่งชัน บางกอกใหญ่ บางพลัด และจอมทอง และกลุ่มกรุงธนใต้ ๗ เขต ได้แก่ บางขุนเทียน บางแค หนองแขม
บางบอน ทุ่งครุ ภาษีเจริญ และราษฎ์ราชบูรณะ เช่น
|  15 |  10 | 1.ขาดน้ำอุปโภค บริโภค จำนวน 4 เขต ได้แก่ คลองสามวา เขตสวนหลวง เขตหนองจอก และเขตมีนบุรี 2.ขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตร จำนวน 7 เขต ได้แก่ คลองสามวา เขตมีนบุรี เขตหนองจอก เขตคันนายาว เขตบางบอน เขตราษฎ์บูรณะ และเขตหนองแขม 3.ปัญหาน้ำเค็มหนุนเข้าพื้นที่เกษตรกรและปศุสัตว์ จำนวน 5 เขต ได้แก่ เขตคลองเตย เขตตลิ่งชัน เขตบางกอกใหญ่ เขตบางผลัด และเขตราษฎ์บูรณะ 4.ทำให้ถนนทรุด จำนวน 2 เขต ได้แก่ เขตคลองสามวา และเขตหนองจอก 5.ปัญหาไฟไหม้หญ้า จำนวน 15 เขต ได้แก่ เขตคลองสามวา เขตคันนายาว เขตดอนเมือง เขตตลิ่งชัน เขตบางแค เขตบางบอน เขตประเวศ เขตมีนบุรี เขตลาดกระบัง เขตลาดพร้าว เขตสะพานสูง เขตสวนหลวง เขตหนองจอก เขตหนองแขม และเขตหลักสี่ | 1. สร้างความเสียหายต่อชีวิต
และทรัพย์สินของรัฐและ
ประชาชน
2. ปัญหาการจราจรติดขัด
3. ภัยแล้ง ส่งผลต่อ
สุขอนามัยและสุขภาพจิตของประชาชน
4. มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
การท่องเที่ยวในภาพรวม | 15 | สูงมาก | 10 | สูง | สนน. |
| 24 | E | 9.วาตภัย | 9.1.1 | วาตภัยหรือภัยจากพายุลมพัดแรง พายุหมุนเขตร้อน เช่น ดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น หรืออาจเกิดขึ้นจากพายุฤดูร้อน
1. ป้ายโฆษณาล้ม
2. เสาไฟฟ้าล้ม
3. บ้านเรือนเกิดความเสียหาย
| วาตภัยหรือภัยจากพายุลมพัดแรง เป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเนื่องมาจากพายุหมุนเขตร้อน เช่น ดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน พายุไต้ฝุ่น เป็นต้น หรืออาจเกิดขึ้นจากพายุฤดูร้อน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเกิดระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี โดยพายุถดูร้อนจะเกิดในช่วงที่มีลักษณะอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวันแล้วมีกระแสอากาศเย็นจากความกดอากาศสูงในประเทศจีนพัดมาปะทะกัน ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองมีพายุลมแรงและอาจมีลูกเห็บตกได้จะทำความเสียหายในบริเวณที่ไม่กว้างนัก ประมาณ 20 - 30 ตารางกิโลเมตร ภัยจากพายุลมแรงนั้นอาจจะนำความเสียหายให้กับอาคาร บ้านเรือน ต้นไม้ สิ่งก่อสร้างต่างๆ เช่น ป้ายโฆษณา หรือสิ่งที่มีลักษณะต้านหรือปะทะลม เป็นต้น
1. ขาดการตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งปลูกสร้างอย่างสม่ำเสมอ
2. มีป้ายโฆษณาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบเนื่องจากไม่ได้มีการขออนุญาต
|  5 |  4 | 1. ต้องใช้งบประมาณรัฐในการกู้ภัย ซ่อมแซม หรือเยียวยาผู้เสียหาย
2. สูญเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่อนุญาตหรือควบคุม | หากอาคารบ้านเรือน ป้ายโฆษณาหรือสิ่งก่อสร้างนั้นมีส่วนหนึ่งส่วนใดของโครงสร้างที่มีลักษณะไม่มั่นคงแข็งแรงเพียงพอสำหรับต้านทานสภาวะลมแรงได้อาจจะทำให้อาคารบ้านเรือน ป้ายโฆษณาหรือสิ่งก่อสร้างนั้นเกิดการหัก โค่นล้ม หลุด ปลิวและพังทลายลงมาทำความเสียหาย
1. ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
2. ทรัพย์สินของประชาชนได้รับความเสียหาย
3. สูญเสียชื่อเสียง ภาพลักษณ์ของหน่วยงานที่อนุญาตหรือควบคุม | 5 | ปานกลาง | 4 | ปานกลาง | สนย. |
| 25 | S | 10. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 10.1.1 | เกิดอาชญากรรม
| สถานที่เปลี่ยว ลับตาคน มืดสลัว
ไม่มีแสงสว่างเพียงพอ ไม่ค่อยมีผู้คน
สัญจรไปมา ที่รกร้าง อาคารร้าง
หน้าสถานศึกษา สถานบันเทิง
ป้ายรถประจำทาง ห้างสรรพสินค้า
สวนสาธารณะ
|  6 |  3 | 1. กรุงเทพมหานครและภาครัฐ
ไม่สามารถสร้างควรปลอดภัยให้กับ
ประชาชนและไม่ได้
รับความเชื่อมั่นจากประชาชน
2. กรุงเทพมหานคร และภาครัฐ
สูญเสียทรัพยากร และมีภาระงาน
ในการแก้ไขปัญหาเพิ่มขึ้น
3 เกิดผลกระทบกับประเทศ
เศรษฐกิจ สูญเสียรายได้จาก
การท่องเที่ยว ปัญหาสังคม และ
การเมือง | ประชาชนได้รับบาดเจ็บ
เสียชีวิต หวาดกลัว รู้สึกไม่
ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ไม่เชื่อมั่นในระบบรักษาความ-
ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
สถิติการเกิดอาชญากรรมในพื้นที่
กรุงเทพมหานคร ปี 2565
ความผิดต่อชีวิตร่างกาย 2,363 กรณี
ควาผิดต่อทรัพย์ 8,047 กรณี
รวม 10,410 กรณี คิดเป็นร้อยละ
15.74 ของประเทศที่ 66,125 กรณี (สจส.) | 6 | ปานกลาง | 3 | ปานกลาง | สนท. |
| 26 | S | 10. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 10.2.1 | เกิดอุบัติเหตุทางการจราจรในพื้นที่กรุงเทพ
| 1) มีปริมาณรถจำนวนมาก
2) มีผู้ค้าจำหน่ายสินค้าบนผิวจราจร
และทางเท้า
3 ) ผู้ขับขี่ขาดวินัยจราจรไม่ปฏิบัติ
ตามกฎจราจร
|  8 |  6 | 1. กรุงเทพมหานครไม่สามารถ
จัดการจราจร และสร้างความ
คล่องตัวในการเดินทางในช่วงเวลา
ที่เกิดอุบัติเหตุดังกล่าวได้
2. ส่งผลกระทบกับการเรียน
การสอน และการดูแล
ความปลอดภัยให้กับนักเรียน
บริเวณหน้าโรงเรียน | 1. จราจรติดขัด เสียเวลาเดินทาง
2. เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและ
ทรัพย์สิน
จากรายงานสถิติจราจร ปี 2565
สถิติอุบัติเหตุทางจราจรของ กทม.
มี 31,122 คดี คิดเป็นร้อยละ 49.50
ของจำนวนอุบัติเหตุทั้งหมดของ
ประเทศ 62,869 คดี มีผู้เสียชีวิต
490 ราย บาดเจ็บสาหัส 869 ราย | 8 | สูง | 6 | ปานกลาง | สนท. |
| 27 | S | 10. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 10.3.1 | เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวกับระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ท่อประปาแตก ไฟฟ้ารั่ว ฯลฯ
| 1) ระบบสาธารณูปโภคมีสภาพไม่ดี
ไม่พร้อมใช้งาน ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
และชำรุด เพราะขาดการบำรุงรักษา
อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
|  9 |  4 | 1. การสื่อสารขัดข้อง เช่น
สายเคเบิล สายโทรศัพท์ ฯลฯ
ชำรุดเสียหายส่งผลกระทบต่อ
การทำงาน
2. ต้องเสียงบประมาณในการ
ซ่อมแซม และแก้ไขผลกระทบ
ที่เกิดขึ้น | 1. ประชาชนได้รับบาดเจ็บ
เสียชีวิต และทรัพย์สินได้รับ
ความเสียหาย
2. การจราจรติดขัด
3. เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ | 9 | สูง | 4 | ปานกลาง | สนท. |
| 28 | S | 10. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 10.4.1 | เกิดอุบัติเหตุจากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
| 1) ความประมาทเลินเล่อของวิศวกรควบคุมงานหรือคนงานก่อสร้าง
2) ตรวจติดตามและควบคุมการก่อสร้างไม่ทั่วถึง
3) อุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการตรวจสอบหรือบำรุงรักษา อย่างสม่ำเสมอ
3) ความประมาทในปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และคนงานก่อสร้าง
4) ผู้รับจ้างละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของงาน และมาตรฐานความปลอดภัยในการก่อสร้าง
|  5 |  3 | 1. กรณีเกิดในการก่อสร้างภาครัฐทำให้งานก่อสร้างมีความล่าช้า
2. เจ้าหน้าที่อาจถูกตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระ | 1. ประชาชนได้รับบาดเจ็บและ
เสียชีวิต
2. ทรัพย์สินของประชาชน
ได้รับความเสียหาย
3. ส่งผลต่อภาพลักษณ์ขององค์กร และสูญเสียความน่าเชื่อถือของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
จากรายงานสุขภาพคนไทย
ปี 2567 พบว่า ในปี 2562
มีการเกิดอุบัติเหตุจากการก่อสร้าง
ทั้งสิ้น 11,599 กรณี คิดเป็น
ร้อยละ 12 จากอุบัติเหตุทั้งหมด
94,906 กรณี
ต่อวัน และมีผู้เสียชีวิตจากการ
ก่อสร้าง 186 คน จากผู้เสียชีวิต
639 คน คิดเป็นร้อยละ 29 | 5 | ปานกลาง | 3 | ปานกลาง | สนย. |
| 29 | S | 10. ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน | 10.5.1 | เกิดอุบัติเหตุในระบบขนส่งสาธารณะ
| 1) พฤติกรรมเสี่ยงและความประมาทของผู้ปฏิบัติงาน (Human Error)
2) สภาพกายภาพของเส้นทางหรือจุดเชื่อมต่อที่ขาดอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย
3).สภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุในระบบการขนส่งสาธารณะ
|  8 |  4 | 1. ความรับผิดชอบทางกฎหมาย การชดใช้ค่าเสียหาย และภาวะการถูกฟ้องร้อง
2. ภาระงานในการกู้ภัยและฟื้นฟูการให้บริการให้กลับสู่สภาวะปกติ
3. ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบขนส่งมวลชน | 1. ประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
2. ประชาชนสูญเสียทรัพย์สิน
3. การเดินทางไม่สะดวก การจราจรติดขัดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนเส้นทางขนส่งมวลชน
2. ความเชื่อมั่นต่อระบบขนส่งมวลชนลดลง ส่งผลต่อเป้าหมายการส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
| 8 | สูง | 4 | ปานกลาง | สจส. |
| 30 | S | 11.โรคระบาด | 11.1.1 | การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคที่มียุงเป็นพาหะ
| 1) ในภาวะน้ำท่วมขังมีโอกาสที่จะเกิด
การระบาดของโรคติดต่อได้ โดยเฉพาะ
ขณะน้ำท่วมและหลังน้ำลด เช่น
โรคไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ ตาแดง
อุจจาระร่วง ฉี่หนู ฯลฯ
1) น้ำท่วมและน้ำขัง: ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในช่วง
ฤดูฝน ในภาวะน้ำท่วมขังจะเป็นแหล่งเพาะ
พันธุ์ยุง จึงมีโอกาสก่อให้เกิดการระบาดของ
โรคไข้เลือดออกและโรคที่มียุงเป็นพาหะ
รวมทั้ง โรคไข้หวัดใหญ่ โรคตาแดง
โรคอุจจาระร่วง โรคฉี่หนู ฯลฯ
2) การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ: อุณหภูมิที่สูงขึ้นช่วยเร่งวงจรชีวิตของยุงลายให้เจริญเติบโตเร็วขึ้น ทำให้เชื้อไวรัสในตัวยุงแพร่เชื้อได้ไวขึ้น
|  9 |  4 | 1. ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบ
สุขาภิบาลน้ำ อาหารและะชาชน
สิ่งแวดล้อมไม่ดี กรุงเทพมหานคร
ต้องวางมาตรการดูแลเพิ่มขึ้น
1. กรุงเทพมหานครต้องวางมาตรการ
ปรับปรุงระบบสุขาภิบาลและการจัด
การสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
เพื่อลดแหล่งเพาะเชื้อ
2. เกิดการแพร่ระบาดของ
โรคติดต่อทั้งในพื้นที่และ
ในวงกว้างและกรุงเทพมหานคร
เกินทรัพยากรและศักยภาพ
ในการดูแลของกรุงเทพมหานคร
3. เกิดผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจ และภาพลักษณ์
การท่องเที่ยวของ กทม. | (not set) | 9 | สูง | 4 | ปานกลาง | สนอ. |
| 31 | S | 11.โรคระบาด | 11.1.2 | การแพร่กระจายของโรคระบาด/โรคติดต่อ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
| 2) ความหนาแน่นของประชากรสูง:
เนื่องจากกรุงเทพมหานคร มีประชากร
อาศัยและทำงานจำนวนมากในพื้นที่จำกัด
รวมทั้งการอาศัยอยู่ในพื้นที่แออัด เช่น
ชุมชนริมคลอง แฟลต เคหะต่างๆ
จึงทำให้โรคติดต่อแพร่กระจายได้อย่าง
รวดเร็ว เช่น โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019
วัณโรค ไข้หวัดใหญ่
|  20 |  9 | 1. มีโอกาสเกิดการแพร่ระบาดของ
โรคติดต่อในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
เป็นวงกว้าง
และไม่สามารถจำกัดขอบเขต
ของการแพร่ระบาดได้
2. ระบบสาธารณสุขไม่เพียงพอต่อ
การรักษา หรือให้ภูมิคุ้มกันกับประชาชน
3. ใช้งบประมาณในการควบคุมและ
ป้องกันโรคสูง 4. เกิดผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจและภาพลักษณ์
การท่องเที่ยวของกรุงเทพมหานคร | (not set) | 20 | สูงมาก | 9 | สูง | สนอ. |
| 32 | S | 11.โรคระบาด | 11.1.2 3 | การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ/โรคอุบัติใหม่จากต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
| 2) การเคลื่อนย้ายประชากรสูง
เนื่องจากมีช่องทางเข้าออกระหว่าง
ประเทศที่สะดวก หลายช่องทางได้แก่
ท่าเรือกรุงเทพฯ (คลองเตย)
ท่าอากาศยานดอนเมือง และ
ท่าอากาศยาน อีกทั้ง กรุงเทพฯยังเป็น
ศูนย์กลางคมนาคม และการค้าขาย
เป็นประจำ ซึ่งอาจนำโรคติดต่อร้ายแรง
หรือโรคติดต่อที่อุบัติใหม่ เช่น
โรคไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่
โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019
โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา
โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง
หรือเมอร์ส โรคที่มาจากสัตว์
นำโรค เช่น โรคฉี่หนู กาฬโรคปอด
โรคไวรัส ซิการ์ ฯลฯ เข้ามาระบาดได้
3) การเคลื่อนย้ายแรงงานและนักท่อง
เที่ยว: เนื่องจากกรุงเทพมหานคร
เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและกา
รท่องเที่ยว จึงมีแรงงานต่างจังหวัด
แรงงานต่างด้าวและนักท่องเที่ยวต่างชาติ
เดินทางเข้า-ออก จำนวนมาก อีกทั้ง
ยังมีช่องทางเข้าออกระหว่างประเทศ
ที่สะดวก หลายช่องทาง ได้แก่ ท่าเรือ
กรุงเทพฯ (คลองเตย) ท่าอากาศยาน
ดอนเมือง ซึ่งเพิ่มโอกาสในการนำโรคติดต่อ
อุบัติใหม่จากต่างประเทศเข้ามาในพื้นที่
กรุงเทพมหานคร เช่น โรคไข้หวัดนก
โรคติดเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 โรคติดเชื้อ
ไวรัสอีโบลา โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง
หรือเมอร์ส โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์
|  20 |  9 | 1. มีโอกาสเกิดการแพร่ระบาด
ของโรคติดต่อในพื้นที่และวงกว้าง
และไม่สามารถจำกัดขอบเขต
ของการแพร่ระบาดได้
2. ระบบสาธารณสุขไม่เพียงพอ
ต่อการรักษา หรือให้ภูมิคุ้มกัน
กับประชาชน
3. ใช้งบประมาณในการควบคุมและ
ป้องกันโรคสูง
3. 4. เกิดผลกระทบต่อระบบ
เศรษฐกิจและภาพลักษณ์
การท่องเที่ยว กทม. | (not set) | 20 | สูงมาก | 9 | สูง | สนอ. |
| 33 | S | 11.โรคระบาด | 11.1.3 4 | โรคติดต่อ/โรคระบาดที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ มลพิษทางอากาศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพิ่มสูงขึ้น
| 3) 4)การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และภูมิประเทศ ทำให้เกิดการแพร่
ระบาดของโรค เช่น โรคไข้หวัดนก
เกิดจากการอพยพของนกในฤดูหนาว
โรคไข้เลือดออก โรคอุจจาระร่วง เป็นต้น
ทำให้โรคระบาดมีแนวโน้มรุนแรงและ
แพร่กระจายมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่มี
ยุงและแมลงเป็นพาหะ เช่น ไข้เลือด
ออก มาลาเรีย และชิคุนกุนยา โรคไข้
หวัดนก ที่เกิดจากการอพยพของนกใน
ฤดูหนาว รวมถึงโรคทางเดินหายใจ
จากมลพิษทางอากาศ (PM2.5)
|  9 |  4 | 1. มีโอกาสเกิดการแพร่ระบาด
ของโรคติดต่อในพื้นที่และวงกว้าง
และไม่สามารถจำกัดขอบเขต
ของการแพร่ระบาดได้
2. ระบบสาธารณสุขไม่เพียงพอ
ต่อการรักษา หรือให้ภูมิคุ้มกัน
แต่ประชาชน
3. ใช้งบประมาณในการ
ป้องกันและควบคุมโรคสูง | (not set) | 9 | สูง | 4 | ปานกลาง | สนอ. |
| 34 | S | 12. การก่อการร้าย | 12.1.1 | การก่อการร้าย
การขยายตัวของแนวคิดสุดโต่ง
ที่นิยมความรุนแรง และอาชญากรรมข้ามชาติ
| 1. กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีสถานที่สำคัญ เป็นศูนย์กลางการปกครอง จึงอาจตกเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุ
2. นโยบายของรัฐบาลไทยที่ให้ความสำคัญกับการกระตุ้นการท่องที่ยวผ่านมาตรการต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อมาตรการคัดกรองบุคคลเข้าประเทศ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมีความเสี่ยงต่อการตกเป็นเป้าหมายในการก่อเหตุ
3. ประเทศไทยมีค่าครองชีพที่ไม่สูงมากนัก
4. การปลอมแปลงหนังสือเดินทาง เอกสารผ่านแดน และ/หรือ เอกสารอื่นเกี่ยวกับตัวบุคคลเพื่อใช้ระหว่างพักอาศัยในพื้นที่สามารถทำได้ไม่ยาก
5. การแพร่กระจายแนวคิดและอุดมการณ์การเมือง หรือความเชื่อแบบสุดโต่งอย่างรวดเร็วผ่านการใช้เครือข่ายสารสนเทศ (Internet) และสื่อสังคมออนไลน์อย่างเสรี โดยมักใช้เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มเป้าหมาย
|  5 |  5 | 1. ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
ต่อระบบความปลอดภัยของรัฐ
2. กระทบต่อเศรษฐกิจ
การลงทุน และการท่องเที่ยว
3. กทม. ต้องสูญเสีย
งบประมาณในการป้องกัน
และฟื้นฟูความเสียหาย
ส่งผลกระทบต่อการพัฒนา
กรุงเทพมหานคร | 1. ประชาชนเกิดความหวาดกลัว
เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ มีผลต่อ
สุขภาพจิต
2. ชีวิตและทรัพย์สินของ
ประชาชนได้รับ
ความเสียหาย
3. ประชาชนถูกหลอกลวง ฉ้อโกง
จากอาชญากรรมข้ามชาติ
4. กระทบภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น
ของนักลงทุนต่างชาติ
และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ
ที่มีต่อประเทศไทย | 5 | ปานกลาง | 5 | ปานกลาง | สปท., กอ. รมน.กทม. |
| 35 | S | 13.ความขัดแย้งทางสังคม | 13.1.1 | ความขัดแย้งทางการเมือง เศรษฐกิจ
สังคมและวัฒนธรรม
| 1. กรุงเทพมหานครเป็นเมืองศูนย์กลาง
ของประเทศ ดังนั้นเมื่อมีปัญหาความ
ขัดแย้งของคนในชาติ ไม่ว่า
จะเกิดในพื้นที่ใดของประเทศ ทั้งจาก
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองหรือ
ผลกระทบในการประกอบอาชีพหรือ
จากการดำเนินนโยบายของรัฐก็มักจะมีกลุ่ม
ที่ได้รับผลกระทบเดินทางเข้ามาเรียกร้อง
หรือแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ
ในพื้นที่กทม.เสมอ
2. สภาพแวดล้อมทางการเมืองของไทย
มีลักษณะเป็นการแบ่งขั้ว (Polita Polarization)
3. ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม
และวัฒนธรรม อันเป็นผลสืบเนื่องจาก
การเข้าถึงทรัพยากรอย่างไม่เท่าเทียม
และความรุนแรงทางวัฒนธรรม
4. แม้การเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล
จะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมือง
ของประชาชนได้อย่างเสรี แต่ในทางกลับกัน
เทคโนโลยีดิจิทัลก็กลายเป็นพื้นที่ส่งเสริม
บรรยากาศแห่งความขัดแย้งรุนแรง โดย
การโจมตีทางข้อมูลข่าวสาร
การสร้างข้อมูลข่าวสารปลอมหรือบิดเบือน
(Fake News)
หรือเกิดความการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชัง
|  5 |  3 | 1. ความขัดแย้งส่งผลกระทบต่อ
การปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน
2. การบริหารงานทางการเมือง
ไม่มีเสถียรภาพ
3. กระทบต่อความเชื่อมั่น
ระหว่างประเทศ
4. เกิดการแสวงหาอำนาจ
พวกพ้อง
5. มีการรวมตัวหรือจับกลุ่ม
เพื่อเรียกร้องสิทธิ์
6. มีการร้องเรียนหรือร้องทุกข์
กับหน่วยงานต่างๆ
7. ความเสียหายต่อระบบ
สาธารณูปโภค เช่น
- ขโมยทรัพย์สิน สายไฟ
ไฟสปอร์ทไลท์
- การทำลายทรัพย์สิน
การเจาะถนน เพื่อตั้งสมอบก
- การทำลายกล้อง CCTV
เพื่อไม่ให้บันทึกภาพ
- การเจาะท่อประปา เพื่อต่อ
น้ำใช้
15. 8. สูญเสียงบประมาณแผ่นดินในการแก้ไขปัญหา | 1. ปัญหาความปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สินของประชาชน
2. ความไม่สะดวกในการ
ดำเนินชีวิตประจำวัน
3. ผลกระทบทางด้านจิตใจ
3. กระทบต่อความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ
4. แตกความสามัคคีแบ่งเป็น
ฝักเป็นฝ่ายของคนในชาติ
5. ผลกระทบด้านการศึกษา
6. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
ธุรกิจ การค้า การส่งออก
การลงทุน การท่องเที่ยว
7. เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม
8. ผลกระทบด้านปัญหาสิทธิมนุษยชน
ของประเทศ | 5 | ปานกลาง | 3 | ปานกลาง | สปภ., สปท. |
| 36 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.1 | การเผชิญภาวะเจ็บป่วยและขาดคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานครที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
| 1) จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ประเทศไทย
มีสัดส่วนของประชาชนวัยสูงอายุเพิ่มขึ้น
เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรวัยเด็ก นอกจากนี้
ยังพบว่า อัตราส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุ
มีแนวโน้มลดลง และมีผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่
คนเดียวตามลำพังโดยปราศจากคู่ชีวิตที่จะ
ช่วยเหลือและปรึกษากันในบั้นปลายชีวิต
มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุหญิง
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น
อย่างรวดเร็วส่งผลให้การพึ่งพาทางเศรษฐกิจ
และการเกื้อหนุนทางสังคมระหว่างประชากร
วัยต่าง ๆ เปลี่ยนไป ศักยภาพของวัยแรงงาน
ในการสนับสนุนผู้สูงอายุลดลง ในส่วนของ
ผู้สูงวัยก็มีอายุยืนยาวขึ้น ต้องเผชิญกับภาวะ
การเจ็บป่วยและการช่วยเหลือตนเองได้น้อยลง
ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครมีผู้สูงอายุ
จำนวนประมาณ 767,516 คน ที่จะต้อง
ดูแลและจัดสวัสดิการ
หมายเหตุ
จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 1.2 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2503 เป็น 8.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2553 (เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4.6 เป็นร้อยละ 13.2) ในขณะที่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่รองรับผู้สูงอายุไม่เพียงพอ นอกจากนี้ กฎหรือระเบียบต่าง ๆ ยังทำให้ผู้สูงอายุหลายรายไม่สามารถเข้ารับบริการจากองค์กรของรัฐและเอกชนได้
|  16 |  9 | 1. จำนวนแรงงานในวัยแรงงาน
ลดลงทำให้กรุงเทพมหานครและ
หน่วยงานภาครัฐขาดกำลังคน
ในการเข้ามาทำงานร่วมกับ
กรุงเทพมหาคร
2. การจัดเก็บภาษีได้ลงลงรายได้
และงบประมาณของกรุงเทพ
มหานครลดลง
3. กรุงเทพมหานครต้องใช้
งบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุ
เพิ่มสูงขึ้น | 1. ผู้สูงอายุขาดคุณภาพชีวิตที่ดี
2. ผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแล
อย่างเสมอภาคและทั่วถึง
3. ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพ
ที่ไม่พึงประสงค์
4. ผู้สูงอายุขาดที่อยู่อาศัย
ที่เหมาะสม
5. ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะ
ทุพพลภาพ หรือภาวะพึ่งพา
สูงเพิ่มขึ้น
6. ผู้สูงอายุขาดการดูแล
เอาใจใส่จากสมาชิกในครอบครัว
7. รายได้ครัวเรือนไม่เพียงพอ
8.ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว
ซับซ้อนและภาวะพึ่งพิงเพิ่มขึ้น
ต้องการการดูแลรักษา
ที่หลากหลายศาสตร์
(สพส.)
สถิติ
สถิติผู้สูงอายุในพื้นที่กรุงเทพ
มหานคร ปี 2566 คิดเป็น
ร้อยละ 22.94 | 16 | สูงมาก | 9 | สูง | สยป., สพส., สนย., สนพ. |
| 37 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.2 | การอพยพย้ายถิ่นฐานของประชากรและประชากรแฝง และผู้หลบหนีเข้าเมือง
| 1) ถิ่นฐานเดิมมีสภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดี
และไม่มีคุณภาพ มีทรัพยากรจำกัด
2) ประชากรต้องการเข้ามาเพื่ออยู่อาศัย มาเรียนหนังสือ มาทำงานหรือประกอบธุรกิจ และอื่นๆ โดยไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในกรุงเทพมหานคร (สพส.)
- คนต่างจังหวัด/คนต่างชาติ ที่เข้ามาอยู่อาศัย ทำงานหรือประกอบธุรกิจ (สพส.)
- คนไร้บ้าน คนเร่ร่อน และคนขอทาน (สพส.)
- นักท่องเที่ยว (สพส.)
- นักเรียนและนักศึกษาไทย/ต่างชาติ ที่เข้ามาเรียน (สพส.)
- ผู้หลบหนีเข้าเมือง (สพส.)
อาทิ คนจากสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาอพยพเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานเนื่องจากความขัดแย้งในประเทศ การเข้ามาของสาธารณรัฐประชาชนจีน
|  25 |  16 | 1. กรุงเทพมหานครต้องรองรับ
การดูแลประชากรแฝงมากขึ้น
2. การที่มีประชากรแฝงจำนวนมาก
และไม่สามารถกำหนดจำนวน
และลักษณะที่ชัดเจนทำให้
ไม่สามารถประมาณการงบประมาณ
และบริการที่ตัองจัดบริการรองรับ
ได้อย่างเหมาะสม เพียงพอ
3. ทรัพยากรลดลง ไม่เพียงพอ
สำหรับอนาคต
4.1. มีเด็กและเยาวชนต่างด้าวเข้ามาเป็นนักเรียนในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรและบุคลากรมาดูแล
5. อัตรากำลังและทรัพยากรในการทำงานไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานหรือให้บริการ
6. สภาพบังคับทางกฎหมายของกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ที่มีข้อจำกัด และขาดความยืดหยุ่นในการปฏิบัติงาน | 1. ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย แออัด
คุณภาพชีวิตไม่ดี
2. การที่ประชากรแฝงได้รับบริการ
ขั้นพื้นฐานที่ไม่เพียงพอตามที่พึงได้รับ
อันเนื่องมาจากข้อจำกัดบางประการ
เช่น ปัญหาเกี่ยวกับสถานะบุคคล
3. ความไม่ปลอดภัยในชีวิต
และทรัพย์สิน เช่น อาชญากรรม
ยาเสพติด การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายจราจร เป็นต้น
4. ปัญหาสังคม เช่น ปัญหาครอบครัว
ความรุนแรงในครอบครัว คนไร้บ้าน คนเร่ร่อน และคนขอทาน เป็นต้น
5. อาชีพและรายได้ไม่เพียงพอ
6. ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลในการดูแล
ประชากรแฝงมากขึ้น
7. ภาพลักษณ์ของประเทศไทย
เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
8. ปัญหาการใช้แรงงานผิดกฎหมาย การแย่งงานชาวไทย และการประกอบกิจการหรือธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาต
9. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเน่าเสีย ปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น และปัญหาเรื่องความสะอาดในพื้นที่ต่างๆ
11. 10. เกิดโรคติดต่อจากกลุ่มประชากรแฝง
12. 11. การจัดบริการทางการแพทย์/บุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ
13. 12. สิทธิการรักษาแรงงานต่างด้าว การสวมสิทธิการรักษา
14. 13. การติดตามต่อเนื่องผู้ป่วยประชากรแฝง จากการย้ายที่อยู่" | 25 | สูงมาก | 16 | สูงมาก | สพส. |
| 38 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.3 | การเพิ่มขึ้นของจำนวนแรงงานต่างด้าว
| 1) - ถิ่นฐานเดิมมีค่าจ้างแรงงานต่ำ
ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ และคนไทย
ไม่ประกอบอาชีพบางประเภท จึงเป็น
โอกาสให้แรงงานต่างด้าวเข้ามา การเข้าสู่
ประชาคมอาเซียน
- เด็กที่ติดตามครอบครัวที่เป็นแรงงาน
ต่างด้าวหรือเด็กที่เกิดจากแรงงานต่างด้าว
ที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งเด็กต้องได้รับสิทธิ
ด้านการศึกษา การสาธารณสุข ตามหลัก
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และ SDGs
(สพส เพิ่มข้อความ)
- แรงงานข้ามชาติ/Digital Nomad
|  25 |  20 | 1. ไม่สามารถจัดบริการขั้นพื้นฐานให้เพียงพอต่อความต้องการได้
2. ต้องใช้ทรัพยากรในการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข
3. การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้ไม่เพียงพอ
4. การทำงานนอกกฎหมายที่กำหนด
5. ภาระทางงบประมาณในการ
จัดบริการด้านการศึกษา
การบริการสาธารณสุข ให้แก่
เด็กต่างด้าวที่อยู่ในประเทศไทย
กรณีเด็กอยู่ในกรุงเทพมหานคร
อยู่ภายใต้การดูแลของ
ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกรุงเทพมหานคร (สพส เพิ่มข้อความ) | 1. ปัญหาอาชญากรรมและยาเสพติด
2. แรงงานไทยระดับล่างถูกแย่งงาน
ส่งผลให้เกิดปัญหาว่างงาน
3. ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม
4. การรับบริการขั้นพื้นฐาน
ไม่เพียงพอตามที่พึงได้รับ
อันเนื่องมาจากข้อจำกัดบางประการ
เช่น ปัญหาเกี่ยวกับสถานะบุคคล
5. ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
6. บุคลาการทางการแพทย์ไม่เพียงพอในการให้บริการ
7. งบประมาณสำหรับการ
ดูแลเด็กในประเทศเพิ่มขึ้น
(สพส เพิ่มข้อความ) | 25 | สูงมาก | 20 | สูงมาก | สปส., สพส., สนพ., สนอ., สปท. |
| 39 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.4 | ประชากรเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มที่จะมีบุตรเร็วขึ้น
| 1) ขาดความรู้เรื่องเพศศึกษาและ
การยับยั้งชั่งใจ ดำเนินชีวิตตามกระแส
ของสังคม ปัญหาชีวิตและครอบครัว
ที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่
2) เด็กและเยาวชนเข้าไม่ถึงวิธีการคุมกำเนิด
อาทิ ถุงยางมีราคาแพง อคติต่อการซื้ออุปกรณ์คุมกำเนิดของเยาวชน
|  12 |  8 | 1. กรุงเทพมหานครต้องใช้ทรัพยากร
และบุคลากรในการดูแลมากกว่าแม่ในวัยที่เหมาะสมมีบุตร
2. ฝากครรภ์ล่าช้า (Delay ANC) | 1. แม่และเด็กไม่มีคุณภาพและ
ไม่ได้รับการพัฒนาตามวัย
2. เป็นภาระของสังคมเมื่อถูก
ทอดทิ้ง
3. เด็กมีความเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา
4. ต้องใช้ทรัพยากรในการดูแลสุขภาพ
มารดาวัย่นเพิ่มขึ้น | 12 | สูงมาก | 8 | สูง | สนศ., สนอ. |
| 40 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.5 | อัตราการตายของผู้ชายสูงขึ้น
| 1) ผู้ชายมีลักษณะนิสัยและพฤติกรรมที่มี
ความเสี่ยงสูง ไม่ค่อยดูแลสุขภาพ และ
ทำงานที่มีความเสี่ยงมากกว่าผู้หญิง
|  9 |  6 | 1. ขาดแรงงานที่เป็นเพศชาย | 1. ขาดผู้นำครอบครัว
2. สัดส่วนของเพศชาย/หญิง
ไม่สมดุล | 9 | สูง | 6 | ปานกลาง | อื่นๆ, สนอ. |
| 41 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.6 | งบประมาณไม่เพียงพอในการรองรับการดำเนินการในสังคมผู้สูงอายุ
| 1) การคิดค้นวิทยาการสมัยใหม่ทาง
วิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น
กระแสโลกาภิวัตน์ และแนวโน้มการ
หันมาดูแลสุขภาพของตนเองแบบเชิงรุก
มากขึ้น
2) คนอายุยืนขึ้น
3) ความต้องการดูแลผู้สูงอายุ
ระหว่างวันเพิ่มสูงขึ้น ผู้สูงอายุและ
ครอบครัวขาดทางเลือกในการดูแล
ที่เหมาะสม เพิ่มภาระผู้ดูแล
ในครัวเรือน อาจนำไปสู่การเข้า
สู่ภาวะพึ่งพิงเร็วกว่าที่ควร
(สพส เพิ่มข้อความ)
|  9 |  6 | คนอายุยืนขึ้น รัฐต้องรับภาระในการดูแลเพิ่มขึ้น สัดส่วนประชากรไม่สมดุลกับงบประมาณ การจัดระบบ สาธารณูปโภคและบริการด้านต่าง ๆ ของรัฐต้องเพิ่มขึ้น | งบประมาณไม่เพียงพอในการรองรับการดำเนินงานด้านสาธารณสุขอื่นๆ ในสังคม | 9 | สูง | 6 | ปานกลาง | สนพ., สนอ., สพส., สวท., สวพ. |
| 42 | S | 14.การเปลี่ยนแปลงเชิงประชากรศาสตร์ | 14.1.7 | อัตราการเกิดลดลง
| 1) การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและค่านิยม
ทางสังคม อาทิเช่น ผู้หญิงที่ทำงานมีจำนวน
และอัตราที่สูงขึ้น การแต่งงานช้าลงทำให้ค่า
เฉลี่ยคู่สมรสมีอายุสูงขึ้น ครอบครัวมีบุตรคน
แรกช้ากว่าในอดีต แนวโน้มของการเป็นโสด
ที่เพิ่มมากขึ้น การให้คุณค่ากับความสำเร็จของชีวิตมากกว่าการมีบุตร
2) นโยบายหรือมาตรการจูงใจในการมีบุตรไม่ชัดเจน
|  20 |  12 | 1. ประชากรลดลง การลงทุนใน
บริการสาธารณะหรือโครงสร้าง
พื้นฐานจะเป็นการขาดผู้ใช้งาน
2. ขาดแรงงานในภาคธุรกิจ
และเกษตรกรรม | 1. ครอบครัวเดี่ยวจะมากขึ้น รวมถึงช่องว่างระหว่างวัยมากขึ้น เนื่องจากการมีบุตรช้าลง
2. รูปแบบสังคมเปลี่ยนไป คนจะมีปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง และเน้นการรวมกลุ่มในโลกดิจิทัลมากขึ้น | 20 | สูงมาก | 12 | สูงมาก | สนอ. |
| 43 | S | 15. เศรษฐกิจ | 15.1.1 | การท่องเที่ยวในพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ได้
| 1. กรุงเทพมหานครมีเมืองคู่แข่ง
ด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคเดียวกัน
ซึ่งแบ่งสัดส่วนของนักท่องเที่ยว
จากกรุงเทพมหานคร
2. ค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเทียว
ในพื้นที่กรุงเทพมหานครสูงกว่า
เมืองอื่นในภูมิภาคเดียวกัน
3. ทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของ
กรุงเทพมหานครเป็นทรัพยากร
ที่มีอยู่เดิม กรุงเทพมหานครไม่ได้
มีการสร้างทรัพยากรการท่องเที่ยว
ใหม่ ๆ เพิ่มเติมเท่าที่ควร
|  15 |  8 | 1. ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยว
ของกรุงเทพมหานครลดลง
2. แหล่งท่องเที่ยวของกรุงเทพ
มหานครขาดแหล่งทุนในการ
ดูแล บำรุงรักษา | 1. ศักยภาพด้านการเงิน
และสภาพคล่องของผู้ประกอบการ
ลดลงและกระทบกับการจ้าง
งานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
2. รายได้ของผู้ประกอบการ
ส่งผลต่อศักยภาพการแข่งขัน | 15 | สูงมาก | 8 | สูง | สวท. |
| 44 | S | 15. เศรษฐกิจ | 15.1.2 | ด้านการลงทุน
และการประกอบชีพ
| 1. ต้นทุนในการประกอบธุรกิจ
ในพื้นที่กรุงเทพค่อนข้างสูงและมี
ขั้นตอนในการขออนุญาติยุ่งยาก
ทำให้ผู้ประกอบการหันไปพื้นที่อื่น
2. ค่าครองชีพและต้นทุน
ในการประกอบอาชีพของ
ประชาชนกรุงเทพมหานครสูงกว่า
ต่างจังหวัดและค่าที่ดินและที่อยู่อาศัย
ในพื้นที่กรุงเทพมหานครข้อนค่าง
ค่อนข้างสูง
3. ปัญหาทุนใหญ่ผูกขาดในระบบ
ธุรกิจของบริษัทรายใหญ่มีสัดส่วน
การถือครองตลาดมากและในหลาย
ประเภทธุรกิจทำให้ผู้ประกอบการ
รายย่อยทำธุรกิจด้วยความยากลำบาก
4. ผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตรายย่อย
ยังไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และไม่ได้รับ
การสนับสนุนด้านการตลาด (สพส.)
|  10 |  4 | 1. ศักยภาพในการแข่งขันของ
ผู้ประกอบการในพื้นที่ลดลง
2. ผู้ประกอบการ และนักลงทุน
ต่างประเทศ ไม่สนใจเข้ามา
ลงทุนในพื้นที่
3. ผู้ประกอบการรายย่อยขาด
ช่องทางการประกอบอาชีพ
และสร้างรายได้ให้ครอบครัว
กลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ (สพส.) | (not set) | 10 | สูง | 4 | ปานกลาง | สพส. |
| 45 | S | 15. เศรษฐกิจ | 15.1.3 | ด้านพฤติกรรมการออมเงิน (สพส.)
| 1. พฤติกรรมการออมของคนไทย มีเงินเก็บออมลดลง ไม่มีเงินออมเพื่อฉุกเฉิน และขาดความสามารถในการวางแผนและเริ่มออมเงินเพื่อใช้ตอนเกษียณ โดยข้อมูลจากรายงานผลการสำรวจทักษะทางการเงินของไทย ปี 2565 ของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า 87.50% ของคนไทยมีเงินเก็บออมลดลงเล็กน้อย 71.70% มีเงินออมเผื่อฉุกเฉิน แต่มีเพียง 22.40% ที่มีเงินออมเผื่อฉุกเฉินในระดับที่เหมาะสม (เพียงพอสำหรับการใช้จ่ายเมื่อต้องหยุดงาน 6 เดือนขึ้นไป) และ 61.10% ของคนไทยมีการวางแผนและเริ่มออมเงินเพื่อใช้ตอนเกษียณ แต่มีเพียง 15.70% ที่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ (สพส.) (สพส ตัดข้อความ)
|  12 |  6 | 1. ปัญหาค่าใช้จ่ายของครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลต่อเนื่องถึงพฤติกรรมการออมเงินของคนไทย
2. ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลต่อเนื่องถึงสภาพคล่องด้านการเงินของคนไทย (สพส.) | 1. สภาพคล่องของครัวเรือนต่ำ กระทบต่อพฤติกรรมการออม
2. ไม่มีความพร้อมทางการเงินในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
3. คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่หลังเกษียณได้รับผลกระทบ | 12 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สพส. |
| 46 | S | 16. การละเมิดสิทธิมนุษยชน | 16.1.1 | เจ้าหน้าที่ขาดการรับรู้เรื่องการเลือกปฏิบัติทางเพศและการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศในการทำงาน
| 1) การสื่อสารของนโยบายการไม่เลือกปฏิบัติ ทางเพศ และการป้องกันการล่วงละเมิดหรือการ คุกคามทางเพศในการทำงาน ไม่ครอบคลุมถึงผู้ปฏิบัติงานทุกคน
2) บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจ และไม่ให้ความสำคัญกับนโยบายฯ
3) ไม่มั่นใจในระบบการพิจารณา เรื่องร้องเรียน
4) ไม่กล้าร้องเรียน เนื่องจากไม่เชื่อมั่นในช่องทาง การร้องเรียน การรักษาความลับ และความปลอดภัย
5) ไม่เชื่อมั่นในระบบการสอบสวน หรือดำเนินการทางวินัยที่โปร่งใส เป็นธรรม และรวดเร็ว
6) การมีวัฒนธรรมองค์กรที่เพิกเฉย หรือถือว่าการคุกคามเป็นเรื่อง “เล็กน้อย” หรือ “ยอมรับได้”
7) กรณีการเลือกปฏิบัติทางเพศและการล่วง ละเมิดหรือคุกคามทางเพศเป็นเรื่องปัจเจก บุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก
|  12 |  4 | 1. บุคลากรบางส่วนไม่ทราบสิทธิของตนเอง จึงไม่สามารถป้องกันตนเองได้
2. เกิดพฤติกรรมที่เข้าข่ายล่วงละเมิดโดยไม่รู้ตัว หรือเพิกเฉยต่อการล่วงละเมิดหรือคุกคามทางเพศ
3. เกิดความไม่เป็นธรรมในกระบวนการร้องเรียน ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการ
4. บุคลากรไม่กล้าทักท้วงหรือช่วยเหลือผู้ถูกกระทำ ทำให้มีพฤติกรรมเสี่ยงแพร่หลาย
5. เกิดวัฒนธรรมเพิกเฉย และผู้ถูกกระทำไม่กล้าร้องเรียน เนื่องจากไม่มีการลงโทษผู้กระทำผิดหรือปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข
6 .องค์กรเสียภาพลักษณ์ | (not set) | 12 | สูงมาก | 4 | ปานกลาง | สกก |
| 47 | S | 16. การละเมิดสิทธิมนุษยชน | 16.2.1 | การถูกละเมิดสิทธิของคนไร้บ้าน
| 1. นโยบายสาธารณะที่ไม่ครอบคลุม ยังไม่เพียงพอในการแก้ไขปัญหาความยากจน การขาดแคลนที่อยู่อาศัยราคาถูก และการเข้าถึงบริการพื้นฐาน
2. ทัศนคติเชิงลบของสังคม การตีตราและเหมารวมคนไร้บ้าน ทำให้ขาดความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ
3. ช่องว่างทางกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิของคนไร้บ้านอย่างชัดเจน
4. การบังคับใช้กฎหมายในการที่เจ้าหน้าที่รัฐบางรายอาจใช้กำลังเกินกว่าเหตุ หรือปฏิบัติต่อคนไร้บ้านอย่างไม่เหมาะสม
5. การละเมิดสิทธิของคนไร้บ้านเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีหลากหลายรูปแบบ โดยทั่วไปแล้ว คนไร้บ้านมักจะถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหลายประการ
5.1 สิทธิในการอยู่อาศัยที่เหมาะสมที่มั่นคงและปลอดภัย ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่รุนแรง ความเสี่ยงต่ออาชญากรรม และการถูกขับไล่จากพื้นที่สาธารณะ
5.2 สิทธิในการเข้าถึงบริการสาธารณะพื้นฐาน
- บริการสุขภาพ: การขาดที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ทำให้การลงทะเบียนและรับบริการสุขภาพทำได้ยาก หลายคนมีปัญหาสุขภาพจิตและปัญหาสารเสพติดที่ต้องการการดูแล
- การศึกษา: เด็กที่ไร้บ้านไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตของพวกเขา
- การจ้างงาน: การไม่มีที่อยู่และเอกสารประจำตัว อาจเป็นอุปสรรคในการหางาน ทำให้คนไร้บ้านตกอยู่ในวงจรของความยากจน
- สุขอนามัย: การขาดแคลนห้องน้ำสาธารณะและแหล่งน้ำสะอาด ทำให้คนไร้บ้านประสบปัญหาด้านสุขอนามัยอย่างรุนแรง
5.3 สิทธิในการได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ และเหมารวมว่าเป็นคนเกียจคร้าน เป็นอาชญากร หรือมีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งนำไปสู่การถูกกีดกันทางสังคม การดูถูกเหยียดหยาม และการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนทั่วไป
5.4. สิทธิในความปลอดภัยส่วนบุคคล มีความเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง การคุกคาม การโจรกรรม และการทำร้ายร่างกาย เนื่องจากพวกเขาไม่มีที่หลบภัยที่ปลอดภัย
5.5 สิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มีเอกสารสำคัญ อาจทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือทางกฎหมาย หรือเรียกร้องสิทธิเมื่อถูกละเมิดได้
(สพส เพิ่มข้อความ)
|  6 |  2 | 1. ปัญหาสุขภาพจิตที่รุนแรงขึ้น เช่น ความเครียดและวิตกกังวลเรื้อรัง ภาวะซึมเศร้าและความรู้สึกสิ้นหวัง ความรู้สึกโดดเดี่ยวและแปลกแยก ความบอบช้ำทางจิตใจ
2. การสูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่น เช่น ความรู้สึกไร้อำนาจ ความไม่ไว้วางใจ การลดทอนคุณค่าในตนเอง
3. ผลกระทบต่อพัฒนาการทางสังคมและทักษะชีวิต เช่น การขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง การถดถอยของทักษะทางสังคม การติดอยู่ในวงจรความรุนแรง
4. การสูญเสียความเป็นมนุษย์และศักดิ์ศรี เช่น ถูกทำให้ไร้สภาพการถูกปฏิบัติเหมือนไม่ใช่คน ความอับอายและความรู้สึกผิด แม้กระทั่งรู้สึกผิดกับสถานการณ์ที่ตนเองเผชิญอยู่ | 1. นโยบายและกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อคนไร้บ้าน เช่น การขาดที่อยู่อาศัยราคาถูกและเพียงพอ ราคาเข้าถึงได้
การเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐแม้จะมีกฎหมายคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แต่ในทางปฏิบัติ คนไร้บ้านมักถูกปฏิเสธหรือมีเงื่อนไขที่จำกัดสิทธิในการเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษา การทำบัตรประชาชน ทำให้พวกเขาขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
2. ทัศนคติและอคติของสังคม เช่น การตีตราและเลือกปฏิบัติ การขาดความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของการไร้บ้าน ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพ หรือความรุนแรงในครอบครัว ทำให้ไม่ได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
3. ปัญหาเศรษฐกิจและโครงสร้างสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม การกระจายรายได้และทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม อัตราค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพทำให้คนยากจนมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคนไร้บ้านได้ง่าย การว่างงานและการขาดโอกาสในการทำงาน การขาดทุนทางเศรษฐกิจทำให้ขาดโอกาสในการยกระดับฐานะของตนเอง
4. ปัญหาด้านความปลอดภัยและสุขอนามัย เช่น ตความรุนแรงและการคุกคาม ถูกทำร้ายร่างกาย ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกขโมยทรัพย์สิน หรือถูกคุกคามจากบุคคลอื่นในสังคม เนื่องจากพวกเขาไม่มีที่พักพิงที่ปลอดภัย การเข้าไม่ถึงสุขอนามัยและบริการสุขภาพ การใช้ชีวิตในที่สาธารณะทำให้คนไร้บ้านไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาด ห้องน้ำ หรือบริการสุขอนามัยที่เพียงพอ และมักจะเข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์ ทำให้มีปัญหาสุขภาพและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
5. ความล้มเหลวของระบบและกลไกการคุ้มครอง การขาดกลไกการคุ้มครองที่เพียงพอที่จะคุ้มครองสิทธิของคนไร้บ้าน และยังขาดการประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงการเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม ขาดความรู้ความเข้าใจทางกฎหมาย และไม่มีทรัพยากรในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมเมื่อถูกละเมิดสิทธิ ทำให้ไม่ได้รับการเยียวยาหรือคุ้มครองอย่างเหมาะสม | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สพส. |
| 48 | S | 16. การละเมิดสิทธิมนุษยชน | 16.3.1 | การละเมิดสิทธิเด็ก ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก 4 ประการ
| 1. ปัจจัยภายในครอบครัว เช่น ความยากจน ขาดทักษะการเลี้ยงดู ความเครียด การใช้ยา/สารเสพติด อบายมุข การหย่าร้าง
2. ปัจจัยด้านสังคม และสภาพแวดล้อม เช่น ค่านิยมในเชิงอำนาจ เน้นการลงโทษในเชิงการกระทำ คำพูด ที่ส่งผลต่อความบาดเจ็บทางร่างกาย และจิตใจ การมองว่าการใช้ความรุนแรงในบ้านเป็นเรื่องส่วนตัว คนภายนอกมักไม่กล้าเข้าแทรกแซง ส่งผลให้โครงสร้างชุมชน/สังคม ขาดความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเชิงรุกในการเฝ้าระวัง ป้องกัน รายงานเหตุ รวมถึงการส่งเสริมสิทธิของเด็ก ความเหลื่อมล้ำทางสังคมทำให้เกิดเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กไร้สัญชาติที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ เด็กในชุมชนแออัด การเข้าไม่ถึงการคุ้มครองตามกฎหมายและสวัสดิการรัฐ ตกเป็นเหยื่อการใช้แรงงาน/การค้ามนุษย์ ตลอดจนภัยคุกคามออนไลน์และการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbully) ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิรูปแบบใหม่
3. ปัจจัยด้านตัวเด็ก ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจหรือพฤติกรรมเสี่ยง รวมถึงการขาดความรู้เกี่ยวกับกฎหมาย และการปกป้องสิทธิของตนเอง
4. ปัจจัยด้านระบบการคุ้มครอง แม้จะมีกฎหมายคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีการปฏิบัติตามกฎหมายไม่เคร่งครัด ตลอดจนกระบวนการแจ้งเหตุหรือการเข้าถึงเจ้าหน้าที่ยังทำได้ยาก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในบางพื้นที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการจัดการปัญหาอย่างละเอียดอ่อน และเชื่อมโยงความร่วมมือกัน รวมถึงการขาดระบบรองรับเด็กที่จะต้องได้รับการคุ้มครองที่เพียงพอ รวดเร็ว
5. การโยกย้ายของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในการดำเนินงาน และทำให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กไม่เพียงพอ
(ข้อ 1-5 สพส เพิ่มข้อความ)
6. เด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา คือ เด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาตั้งต้นหรือเด็กที่เข้าเรียนแล้วหลุดออกจากระบบการศึกษาด้วยปัจจัยภายในตัวเด็กเองหรือปัจจัยภายนอก ทำให้ไม่ได้รับการพัฒนาได้ตามศักยภาพ (สนศ.)
|  25 |  15 | 1. จำนวนเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิในรูปแบบต่างๆ เพิ่มขึ้น
2. เด็กที่ได้รับผลกระทบต่อการละเมิดสิทธิทั้งร่างกาย จิตใจ และพฤติกรรม ไม่ได้รับการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที
3. สูญเสียงบประมาณและบุคลากรในการแก้ไขปัญหาเด็กที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือได้รับการเลี้ยงดูไม่เหมาะสม ซึ่งมักต้องใช้เวลาในการแก้ไขปัญหาระยะยาว
(ข้อ 1-3 สพส เพิ่มข้อความ)
4. เด็กขาดโอกาสทางการศึกษาและไม่ได้รับการพัฒนาตามศักยภาพตนเอง (สนศ.) | 1.ทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาเมืองและประเทศมีคุณภาพลดลง (สพส เพิ่มข้อความ)
2. ปัญหาด้านสังคม เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาด้านยาเสพติด ปัญหาอาชญากรรม เป็นต้น | 25 | สูงมาก | 15 | สูงมาก | สพส. |
| 49 | G | 17. ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Risk) | 17.1.1 | การแปลงแผนสู่การปฏิบัติยังไม่สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
| 1. โครงการและกิจกรรม ซึ่งสนับสนุนการบรรุลเป้าหมายของยุทธศาสตร์ไม่ได้รับงบประมาณดำเนินการ
2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาในแต่ละยุทธศาสตร์ไม่ได้กำหนดโครงการ/กิจกรรมมารองรับและสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เข้าใจวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่กำหนดของแต่ละยุทธศาสตร์ทำให้การกำหนดโครงการ/กิจกรรมมาบรรจุในแผนไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
|  9 |  6 | 1. หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการตามตัวชี้วัด/เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ทันตามกำหนด
2. โครงการ/กิจกรรมไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย เกิดความสิ้นเปลืองงบประมาณและทรัพยากร | 1. ประชาชนไม่ได้รับการ
แก้ไขปัญหา และบริการ
ตามที่ต้องการ | 9 | สูง | 6 | ปานกลาง | สยป. |
| 50 | G | 17. ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Risk) | 17.1.2 | การประเมินผลการดำเนินการมีความล่าช้า
| 1. ขาดเครื่องมือที่สามารถใช้ในการประเมินผลที่สามารถแสดงผลได้แบบเรียลไทม์ได้อย่างแท้จริง
2. ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินผลกระจัดกระจายอยู่ที่หลายหน่วยงาน และไม่ได้รับการปรับปรุงให้เป็นปัจจุบัน
3. เกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติราชการในแต่ละประเด็นยังไม่ครอบคลุมเรื่องงาน เงิน คน อย่างครบถ้วน
|  9 |  6 | 1. ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจกำหนดหรือปรับเปลี่ยนนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
2. การประเมินผลขาดความน่าเชื่อถือเนื่องจากความแตกต่างกันของข้อมูล ทำให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างหน่วยตรวจกับหน่วยรับตรวจ
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำผลการประเมินไปใช้ได้ตามกำหนดเวลา | 1. ข้อมูลไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจกำหนดหรือปรับเปลี่ยนนโยบายของผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
2. การประเมินผลขาดความน่าเชื่อถือเนื่องจากความแตกต่างกันของข้อมูล ทำให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างหน่วยตรวจกับหน่วยรับตรวจ
3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำผลการประเมินไปใช้ได้ตามกำหนดเวลา | 9 | สูง | 6 | ปานกลาง | สยป. |
| 51 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.1 | เกิดสาธารณภัยหรืออัคคีภัย
| 1) อุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุด
2) ไฟฟ้าลัดวงจร
3) กระแสไฟฟ้าเกิน
4) ไฟกระชากจากสายพ่วงที่ไม่ได้
มาตรฐาน ม.อ.ก.
5) แมลงหรือสัตว์กัดแทะ
คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ หรือ
สายไฟฟ้า/ สายสัญญาณ
6) ต้นไม้ล้มทับทำให้
สายสื่อสารขาด เกิดไฟไหม้
สายสื่อสาร
7) ภัยธรรมชาติ ได้แก่ อุทกภัย
วาตภัย แผ่นดินไหว
8) วินาศภัย หรือการก่อการร้าย
|  15 |  6 | 1. เกิดความเสียหายของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์
และข้อมูล
2. เสียงบประมาณในการ
ซ่อมแซมหรือจัดหาทดแทน
3. ไม่สามารถให้บริการระบบ
ได้อย่างต่อเนื่อง
๑. เกิดความเสียหายของ
เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์
และข้อมูล
๒. สูญเสียงบประมาณในการ
ซ่อมแซมหรือจัดหาทดแทน
๓. ไม่สามารถให้บริการระบบ
ได้อย่างต่อเนื่อง | 1. ประชาชนไม่ได้รับการริการ
และการบรรเทาสาธารณภัย
อย่างทันท่วงที | 15 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สปภ. |
| 52 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.10 | ภัยคุกคามทางไซเบอร์
| 1. ปัจจัยด้านเทคนิค : ระบบเทคโนโลยีที่ล้าสมัยเป็นช่องโหว่สำคัญ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการอัปเดต อายุของอุปกรณ์เครือข่ายเกิน 5 ปี
2. ปัจจัยด้านมนุษย์ : พฤติกรรมของผู้ใช้
3. ปัจจัยด้านการจัดการ : ปฏิบัติตามมาตรฐาน NIST Cybersecurity Framework ที่ประกอบด้วย 5 ฟังก์ชันหลัก: ระบุ ปกป้อง ตรวจจับ ตอบสนอง และกู้คืน ไม่ครอบคลุม
4. ปัจจัยภายนอก : การโจมตีแบบ Supply Chain, ransomware , การคาดการณ์พายุสุริยะ เป็นต้น
|  20 |  6 | 1. การหยุดชะงักของระบบหลัก
2. การรั่วไหลของข้อมูล | 1. ความเชื่อมั่นสาธารณะลดลง
2. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
3. ความเสี่ยงทางกฎหมาย: การละเมิด PDPA อาจทำให้ถูกปรับ | 20 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สดท. |
| 53 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.2 | ระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลขัดข้อง
| 1. ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน : การเสื่อมสภาพของอุปกรณ์เครือข่ายตามอายุการใช้งาน และการขาดการอัปเกรดระบบอย่างสม่ำเสมอ
2. ปัจจัยด้านบุคลากร : ขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ (อัตราส่วนผู้ดูแลระบบต่อจำนวนอุปกรณ์มาตรฐานสากลที่ 1:100) และการฝึกอบรมที่ไม่ต่อเนื่อง
3. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม : การโจมตีทางไซเบอร์ และความไม่เสถียรของไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ
4. ปัจจัยด้านการจัดการ : ขาดแผนรองรับความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan) ที่ครอบคลุม ไม่มีขั้นตอนกู้คืนระบบที่ชัดเจน, การกระจายความเสี่ยงที่ไม่เหมาะสม
|  20 |  6 | 1. การหยุดชะงักของบริการหลัก
2. ความเสียหายของข้อมูล
3. ต้นทุนการกู้ระบบ (ด้านเวลาและงบประมาณ) | 1. บริการสาธารณะล่ม
2. ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลง
3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ | 20 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สดท. |
| 54 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.3 | สายสัญญาณต่าง ๆ เช่น Fiber Optic ฯลฯ ชำรุดเสียหาย
| 1) สายสื่อสารเสียหาย เกิดจากอุบัติเหตุ หรือการก่อสร้าง
หรือการติดตั้ง
2) การเสื่อมสภาพคุณภาพของสายสัญญาณไม่ได้
มาตรฐานหรือเสื่อม
3) มีการตัดต่อสายมากเกินทำให้เกิดค่าความสูญเสียสัญญาณ (LOSS/Attenustion)
สงผลต่อคุณภาพของสัญญาณ
4) เกิดจากเหตุทางธรรมชาติ
เช่น กระรอก หนู กัดสายสื่อสาร หรือต้นไม้ล้มทับทำให้สายสื่อสารขาด
5) เกิดไฟไหม้สายสื่อสาร
|  6 |  2 | 1. ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่าย ส่งผลให้การปฏิบัติงานและการให้บริการประชาชนไม่ต่อเนื่อง
2. เมื่อโครงข่ายเครือข่าย Fiber Optic เกิดความเสียหาย/ขัดข้องขึ้นต้องใช้ระยะเวลาในการตรวจสอบและแก้ไขหน้างาน ส่งผลกระทบต่อระบบที่ใช้ในการส่งข้อมูล | (not set) | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สจส., สดท. |
| 55 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.4 | ระบบคอมพิวเตอร์ศูนย์ข้อมูลกรุงเทพมหานคร
| 1) ระบบไฟฟ้า
2) อุณหภูมิและความชื้น
ไม่เหมาะสม
3) ระบบบริหารจัดการเครื่อง
แม่ข่ายขัดข้อง
4) การเชื่อมต่อกับระบบ
เครือข่ายหลักขัดข้อง
|  9 |  2 | 1. ข้อมูลเสียหาย
2. ระบบปฏิบัติการโปรแกรม
หรือฐานข้อมูลเสียหาย
ต้องมีการติดตั้งใหม่
3. เสียงบประมาณในการ-
ซ่อมแซมหรือจัดหาทดแทน | (not set) | 9 | สูง | 2 | น้อย | สดท. |
| 56 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.5 | การละเมิดข้อมูลและการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล
| 1. ปัจจัยด้านเทคนิค
- ระบบเทคโนโลยีล้าสมัยเป็นช่องโหว่สำคัญ โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้รับการอัปเดต
- อุปกรณ์เครือข่ายอายุเกิน 5 ปี เสี่ยงต่อการโจมตีแบบ DDoS
- การใช้ระบบจัดเก็บข้อมูลส่วนกลางเพียงแห่งเดียวเพิ่มความเสี่ยงการล่มทั้งระบบ
2. ปัจจัยด้านมนุษย์
- การตระหนักรู้ด้านดิจิทัล พฤติกรรมการใช้งานระบบดิจิทัล และการโต้ตอบ (Response) เมื่อเกิดปัญหาจากผู้ใช้เบื้องต้น
3. ปัจจัยด้านการจัดการ
- ขาดกรอบการบริหารความเสี่ยงแบบบูรณาการ
- ขาดการประเมินผลกระทบด้านข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) ทำให้ไม่สามารถระบุความเสี่ยงล่วงหน้า
- มาตรฐาน/มาตรการการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน กทม. และ ระหว่าง กทม. กับหน่วยงานภายนอก
4. บังคับใช้นโยบายการจำแนกชั้นความลับของข้อมูล (Data Classification) ของหน่วยงาน
|  20 |  6 | 1. ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้ และความเข้าใจด้านการจัดการข้อมูล | 1. การแอบอ้างตัวตน
2. โทษทางกฎหมาย | 20 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สดท. |
| 57 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.6 | การถูก Black List โดยอุปกรณ์ป้องกันการบุกรุกเครือข่าย (Firewall) จากหน่วยงาน ต่าง ๆ
|
|  2 |  1 | ระบบเครือข่ายสื่อสารข้อมูลขัดข้อง | (not set) | 2 | น้อย | 1 | น้อย | สดท. |
| 58 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.7 | การหยุดชะงักของบริการสำคัญ
| 1. ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี
- ระบบเทคโนโลยีล้าสมัย
- การพึ่งพาศูนย์ข้อมูลแห่งเดียว
- ความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้า
2. ปัจจัยด้านการจัดการและบุคลากร
- การขาดแผน BCP ที่ครอบคลุม
- การฝึกอบรมไม่ต่อเนื่อง
3. ปัจจัยภายนอก : ภัยธรรมชาติ การโจมตีไซเบอร์
|  20 |  2 | 1. การสูญเสียรายได้
2. ต้นทุนกู้ระบบ | 1. บริการสาธารณะล่ม
2. ความเชื่อมั่นสาธารณะลดลง | 20 | สูงมาก | 2 | น้อย | สดท. |
| 59 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.8 | การขาดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านมาตรฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ
| 1. ปัจจัยด้านนโยบายและการกำกับดูแล
- ไม่มีกรอบนโยบายที่เป็นลายลักษณ์อักษรทำให้หน่วยงานต่างปฏิบัติงานแบบแยกส่วน ขาดเอกภาพในการจัดการระบบสารสนเทศ
- แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยสารสนเทศ
2. ปัจจัยด้านบุคลากรและการปฏิบัติงาน
- ขาดการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ
- แนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยสารสนเทศ
- Digital literacy
3. ปัจจัยด้านเทคโนโลยี : ระบบ Legacy System เกิน 5 ปีไม่รองรับการอัปเดตความปลอดภัยตามมาตรฐานปัจจุบัน
|  12 |  2 | 1. ความไร้ประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติการ: การไม่มีมาตรฐานกลางทำให้ระบบต่างเชื่อมต่อกันไม่ได้ สูญเสียเวลาในการทำงานเฉลี่ย
2. ความเสี่ยงทางกฎหมาย
3. ต้นทุนการจัดการสูงขึ้น | 1. การสูญเสียความเชื่อมั่น
2. ความล่าช้าในการให้บริการ
3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
4. ประชาชนไม่ได้รับบริการที่มีคุณภาพและต่อเนื่อง | 12 | สูงมาก | 2 | น้อย | สดท. |
| 60 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.1.9 | บุคลากรขาดทักษะและการตระหนักรู้ด้านเทคโนโลยี
| 1. การขาดแคลนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์
2. การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว
3. ระบบฝึกอบรมไม่เพียงพอและไม่ต่อเนื่อง (การฝึกอบรมส่วนใหญ่เป็นรูปแบบ passive learning ที่ไม่สอดคล้องกับภัยคุกคามสมัยใหม่)
4. วัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เน้นความปลอดภัย (การละเมิดข้อมูลเกิดจาก human error)
|  6 |  2 | 1. การหยุดชะงักของบริการสำคัญ
2. ต้นทุนการกู้ระบบที่สูงขึ้น | 1. การสูญเสียความเชื่อมั่นของประชาชน
2. ความเสี่ยงทางกฎหมาย | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สดท. |
| 61 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.1 | แผนยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ไม่ตอบสนองต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป
| 1) การเปลี่ยนแปลงด้านการ-
บริหารทรัพยากรบุคคลในองค์กร
หรือภารกิจใหม่ที่ได้รับมอบหมาย
เพิ่มขึ้น อาจทำให้แผนยุทธศาสตร์-
การบริหารทรัพยากรบุคคลของ
กรุงเทพมหานครไม่ทันสมัย ล่าช้า
และไม่ตรงกับบริบทในอนาคต
2) กำหนดตัวชี้วัดในแผนฯ
จำนวนมาก หลากหลาย และ
ยากต่อการนำไปปฏิบัติ
|  2 |  1 | 1. การดำเนินงานตามแผน-
ยุทธศาสตร์บริหารทรัพยากร-
บุคคลฯ อาจไม่มีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล รวมทั้ง
ไม่สามารถตอบสนอง ต่อบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป | (not set) | 2 | น้อย | 1 | น้อย | สกก. |
| 62 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.10 | เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้ความเข้าใจระเบียบ กฎหมาย ในการจัดการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์
| 1. เจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ขาดทักษะในการสื่อสารข้อมูล
2. ขาดบุคลากรเฉพาะด้านในการจัดการปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์
|  9 |  2 | - การแก้ไขเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ไม่มีประสิทธิภาพ | ประชาชนได้รับการแก้ไขไม่ตรงจุด และเกิดเรื่องร้องเรียนซ้ำ | 9 | สูง | 2 | น้อย | สผว. |
| 63 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.11 | ข้อมูลจากผู้ร้องเรียน/ร้องทุกข์ไม่ครบถ้วน
| 1. ผู้ร้องเรียนไม่ระบุรายละเอียดครบถ้วน
2. ช่องทางรับเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ หลายช่องทาง
|  12 |  4 | - ต้องใช้ระยะเวลาในการสอบถามรายละเอียดเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม | การดำเนินการแก้ไขเรื่องร้องเรียนไม่ตรงประเด็นกับเรื่องที่ร้อง | 12 | สูงมาก | 4 | ปานกลาง | สผว. |
| 64 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.12 | ไม่มีการประเมินผลและถอดบทเรียน เรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์
| 1. ไม่มีระบบติดตามผลการดำเนินการแก้ไขปัญหา
2. เรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ไม่มีการถอดบทเรียน ทำให้มีการร้องเรียนซ้ำ
|  12 |  2 | - ทำให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำ ในการแก้ไขปัญหา | ประชาชนอาจมองว่าไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหา | 12 | สูงมาก | 2 | น้อย | สผว. |
| 65 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.13 | ผู้ตรวจสอบภายในอาจจะพบประเด็นข้อตรวจพบที่ซ้ำเดิมจากการตรวจสอบบัญชีและการเงิน
| ผู้ปฏิบัติงานอาจจะไม่เข้าใจหลักการและแนวทางการปฏิบัติงานด้านบัญชีและการเงินที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบันทึกบัญชีและการควบคุมใบเสร็จรับเงิน
|  20 |  6 | - การปฏิบัติงานผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหาย เช่น รายงานทางการเงินไม่ถูกต้อง เงินขาดบัญชี เกิดกรณีทุจริต ฯลฯ | ประชาชนอาจไม่เชื่อมั่นในผลการดำเนินงานด้านบัญชีและการเงินของกรุงเทพมหานคร | 20 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สตน. |
| 66 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.14 | ผู้ตรวจสอบภายในอาจจะพบประเด็็นข้อตรวจพบที่ซ้ำเดิมจากการตรวจสอบการดำเนินงานหรือโครงการ
| ผู้ปฏิบัติงานอาจจะไม่เข้าใจหลักการและแนวทางการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารโครงการ ฯลฯ
|  20 |  15 | - การปฏิบัติงานผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหาย เช่น งานไม่มีคุณภาพ ประชาชนอาจจะใช้งานและเกิดเหตุ | ประชาชนอาจจะได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร เช่น เกิดอุบัติเหตุ ทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และอาจถูกตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก | 20 | สูงมาก | 15 | สูงมาก | สตน. |
| 67 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.2 | กฎหมาย ระเบียบหลักเกณฑ์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล
มีจำนวนมาก และไม่เป็นปัจจุบัน
| 1) การดำเนินงานด้าน
การบริหารทรัพยากรบุคคลจำเป็นต้องมีกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์รองรับ
เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ในการปฏิบัติงาน
2) การบริหารทรัพยากรบุคคลมีรายละเอียดมากและซับซ้อน
|  6 |  2 | 1. ระเบียบ หลักเกณฑ์ในการทำงานมีจำนวนมาก
2. การจัดทำ/แก้ไข ระเบียบ หลักเกณฑ์ ใช้เวลานาน | 1. ผู้รับบริการ/ผู้เกี่ยวข้อง
ไม่เข้าใจกฎหมาย
2. การจัดทำ/แก้ไขกฎหมาย
ใช้เวลานาน
3. การตีความตัวบทกฎหมายของเจ้าหน้าที่แตกต่างกัน
ทำให้ไม่เกิดมาตรฐานในการให้บริการ | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สกก. |
| 68 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.3 | การพิจารณาคัดเลือกและประเมินบุคคลไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์
| 1) ผู้ปฏิบัติงานด้านการเจ้าหน้าที่
ของหน่วยงานไม่เข้าใจและหรือไม่เร่งรัดการดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการดำเนินงานเกี่ยวกับการประเมิน
บุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
2) ผู้ขอรับการประเมินขาดความรู้
ความเข้าใจในหลักเกณฑ์ วิธีการ
เงื่อนไข ฯลฯ และใช้ระยะเวลาในการแก้ไขผลงานนาน
3)คณะกรรมการประเมินบุคคลมีภารกิจมากทำให้จัดประชุมได้ล่าช้า
|  6 |  2 | 1.การดำเนินการแต่งตั้งผู้ขอรับการประเมิน (Effective Date)ล่าช้า
2. ผู้รับการประเมินเสียสิทธิบางประการที่หน่วยงานไม่สามารถย้อนหลังให้ได้ เช่น
เงินรางวัลประจำปี คุณสมบัติการเข้ารับการอบรมบางหลักสูตร ฯลฯ | (not set) | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สกก. |
| 69 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.4 | บุคลากรของกรุงเทพมหานครกระทำผิดวินัย
| 1) เจ้าหน้าที่ไม่ทราบระเบียบ/
กฎหมายที่ใช้เป็นแนวทางในการ
ปฏิบัติงานที่ถูกต้อง
2) การบริหารจัดการไม่เป็นไป
ตามหลักธรรมาภิบาล
3) บุคลากรขาดคุณธรรม
จริยธรรม และจิตสำนึกที่ดี
4) ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม
|  9 |  6 | 1. ราชการได้รับความเสียหาย
จากการกระทำผิดวินัยของ
บุคลากร
2. ภาพลักษณ์ขององค์กร
ขาดความน่าเชื่อถือ | (not set) | 9 | สูง | 6 | ปานกลาง | สกก., สกจ. |
| 70 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.5 | ข้าราชการและบุคลากรของกรุงเทพมหานครไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการเกื้อกูลต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร
| 1) สิทธิประโยชน์และสวัสดิการเกื้อกูลต่าง ๆ มีข้อกำหนด
หลักเกณฑ์ และรายละเอียดที่ใช้
ดำเนินการจำนวนมาก
|  6 |  2 | 1. ข้าราชการและบุคลากรของ
กรุงเทพมหานครอาจไม่ได้รับ
สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ
เกื้อกูลต่าง ๆ ตามที่กำหนด
2. มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับ
สิทธิประโยชน์และสวัสดิการ
เกื้อกูลต่าง ๆ | (not set) | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สกจ. |
| 71 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.6 | ความไม่คุ้มค่าในการใช้งบประมาณ เพื่อการพัฒนาข้าราชการกทม.และบุคลากรของกรุงเทพมหานคร
| 1) การจัดทำโครงการเพื่อพัฒนา
ข้าราชการฯ ของหน่วยงานยังไม่
คำนึงถึงความจำเป็นในการพัฒนา
ที่ขับเคลื่อนนโยบาย แผนพัฒนา
และภารกิจหลักของหน่วยงานได้
2) มีการพัฒนาข้าราชการที่ซ้ำซ้อน
ระหว่างหน่วยงานและกลุ่มเป้าหมาย
3) การจัดสรรงบประมาณเพื่อ
การพัฒนาข้าราชการฯ ยังขาด
การบูรณาการระหว่างหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องอย่างแท้จริง
4) หน่วยงานขาดการส่งเสริมการพัฒนารายบุคคล
|  9 |  2 | 1.การพัฒนาข้าราชการฯ อาจ
ได้ผลไม่คุ้มค่ากับงบประมาณ
2. การพัฒนาข้าราชการฯ
ไม่ตอบสนองยุทธศาสตร์
การพัฒนากรุงเทพมหานคร
และลักษณะงานที่ปฏิบัติ
อย่างแท้จริง
3. การพัฒนาข้าราชการฯ
ไม่สัมฤทธิ์ผลอย่างแท้จริง
ตามยุทธศาสตร์การพัฒนา
กรุงเทพมหานคร | (not set) | 9 | สูง | 2 | น้อย | สกก. |
| 72 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.7 | ปัญหาคุณภาพชีวิตของข้าราชการและลูกจ้างในหน่วยงาน
| 1) ปริมาณงานที่สะสมเป็นจำนวนมาก
2) การขาดอัตรากำลัง ส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานหนักเกินเวลาการปฏิบัติงานเป็นประจำ
3) คุณภาพชีวิตการทำงานลดลงส่งผลต่อประสิทธิภาพในงาน
3.1 บุคลากรมีความเครียดสูงจากปริมาณงาน งานเร่งงานด่วน
3.2 บุคลากรมีปัญหาการเงิน มีหนี้สิน และมีรายได้ทางเดียวไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
3.3 บุคลากรขาดความสมดุลชีวิตส่วนตัวกับการทำงาน
4.ไม่มีการจัดเก็บข้อมูลกรณีเหตุการณ์หรือกรณีบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นหยุดงาน
|  5 |  4 | 1. ความเครียดสะสม เกิดภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burn Out) ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานลดลง
2. ปัญหาทางการเงิน ขาดสมาธิในการปฏิบัติงาน อาจจะนำไปสู่ปัญหาการทุจริต
3. สมดุลชีวิตการทำงาน การปฏิบัติงานเกินเวลาส่งผลต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ลดลงนำไปสู่ความขัดแย้งภายในครอบครัว และส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการทำงาน | (not set) | 5 | ปานกลาง | 4 | ปานกลาง | สกก. |
| 73 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.8 | ไม่สามารถสรรหาคนได้เพียงพอกับอัตราว่าง
| 1. ผู้จบการศึกษา/ผู้สมัครระดับ ปวช./ปวส. หรือปริญญาตรีบางสาขามีน้อย ทำให้สรรหาคนในบางตำแหน่งได้น้อยกว่าอัตราว่าง 2. การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการใช้ระยะเวลานาน และต้องดำเนินการหลังจากมีอัตราว่าง ทำให้ไม่สามารถทดแทนอัตราว่างได้ทันท่วงที 3.บุคลากร กทม. โดยเฉพาะข้าราชการมีแนวโน้มในการลาออกเพิ่มขึ้น
|  15 |  9 | 1. เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอปฏิบัติงาน
2. งานเกิดความล่าช้า | 1. ภาพลักษณ์ในการให้บริการในโรงพยาบาลต่ำ
2.การให้บริการล่าช้าต่อผู้รับบริการ
(สนพ.) | 15 | สูงมาก | 9 | สูง | สกก., สกจ., สนอ., สนพ., สวท., สสล., สวพ. |
| 74 | G | 18. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน (Operational Risk) | 18.2.9 | ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์
| ปวส. หรือปริญญาตรีบางสาขามีน้อย ทำให้สรรหาคนในบางตำแหน่งได้น้อยกว่าอัตราว่าง 2. การคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการใช้ระยะเวลานาน และต้องดำเนินการหลังจากมีอัตราว่าง ทำให้ไม่สามารถทดแทนอัตราว่างได้ทันท่วงที 3. การรักษาคนไว้ในองค์กร โดยปลูกฝังค่านิยม VR BMA ซึ่งประกอบด้วย Virtue (ซื้อสัตย์ สุจริต โปร่งใส) Responslveness (ทำงานเชิงรุก ใช้ข้อมูล) Being Empathic (ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง) Modernization (ปรับตัว เรียนรู้ สร้างสรรค์) Alliance (สร้างความร่วมมือ)
|  9 |  2 | 1. การแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์ ไม่แล้วเสร็จทันเวลา
2. จำนวนเรื่องร้องเรียน/ร้องทุกข์อยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหาจำนวนมาก | 1. ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหา
2. มีปัญหารอการแก้ไขจำนวนมาก | 9 | สูง | 2 | น้อย | สผว. |
| 75 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.1.1 | ด้านรายได้
การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการ
ที่ตั้งไว้และไม่เพียงพอต่องบประมาณรายจ่าย
| เมื่อพิจารณาทั้งรายได้จากภาษีและไม่ใช่ภาษีที่กรุงเทพมหานครจัดเก็บเองและรายได้จากภาษีที่ส่วนราชการอื่น
จัดเก็บให้ พบว่า มีสาเหตุ ดังนี้
๑) ความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคและ
๒) การกำหนดนโยบาย มาตรการทางการเงินการคลังของรัฐบาล
|  15 |  12 | 1. การดำเนินกิจกรรมทาง
เศรษฐกิจ การจัดเก็บรายได้
ของภาครัฐลดลง ส่งผลกระทบ
ให้กรุงเทพมหานครจัดเก็บและ
ได้รับการจัดสรรรายได้ลดลง
ตามไปด้วย
2. หน่วยงานไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ตามข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย | ประชาชนไม่ได้รับการบริการตามที่คาดหวัง | 15 | สูงมาก | 12 | สูงมาก | สนค. |
| 76 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.1.2 | การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการที่ตั้งไว้และไม่เพียงพอต่องบประมาณรายจ่าย
| 1)ข้อจำกัดทางกฎหมายในการจัดหารายได้เพิ่มเติม อัตราภาษี อัตราค่าบริการต่างๆ ไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
|  20 |  16 | - 1. ทำให้รายได้จากที่ กทม. จัดเก็บเองในแต่ละปีมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลงหรือเพิ่มไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความอ่อนแอทางการคลังของกรุงเทพมหานคร | กฎหมายที่กระทบต่อประชาชนไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ | 20 | สูงมาก | 16 | สูงมาก | สนค. |
| 77 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.2.1 | ด้านรายจ่าย
ด้านรายจ่ายการเบิกจ่ายของหน่วยงานไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
| 1. การจัดเก็บรายได้ในภาพรวมของ กรุงเทพมหานครมีแนวโน้มลดลงไม่สมดุลกับงบประมาณที่ตั้งไว้
2.หน่วยงานไม่สามารถดำเนินการได้ ตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการ ใช้จ่ายเงินที่กำหนดไว้
3.หน่วยงานภาครัฐมอบนโยบายและ หรือถ่ายโอนภารกิจให้กทม. ดำเนินการแต่ขาดการสนับสนุน งบประมาณ
|  12 |  6 | 1. ส่งผลกระทบต่อการบริหารงบประมาณทุกหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร
2. โครงการล่าช้าทำให้งบประมาณพับตกไป เป็นภาระผูกพันการบริหารงบประมาณในปีต่อไป ทำให้เสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้โครงการที่จำเป็นอื่น
3. ภาระงบประมาณของกรุงเทพมหานครเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า ต้องดำเนินการโดยใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานคร ส่งผลต่อการบริหารงบประมาณในภาพรวม | 1. การให้บริการสาธารณะและโครงการพัฒนาเชิงพื้นที่ลดลงหรือไม่ต่อเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและความเชื่อมั่นต่อกรุงเทพมหานคร
2. ประชาชนไม่ได้รับบริการตามระยะเวลาที่กำหนด โครงการสำคัญล่าช้ากระทบต่อภาคธุรกิจและโอกาสในการพัฒนาเมือง
3. กระทบต่อคุณภาพการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน | 12 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สงม. |
| 78 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.3.1 | ด้านการก่อหนี้และบริหารหนี้
กรุงเทพมหานครอาจจะไม่มีแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการก่อหนี้เงินกู้สำหรับโครงการขนาดใหญ่การบริหารหนี้เงินกู้ไม่มีประสิทธิผล
| 1.ผู้บริหารกรุงเทพมหานคร/หน่วยงาน
อาจจะไม่ทราบสถานะทางการคลัง
อย่างต่อเนื่องจึงไม่ได้กำหนดแนวทาง
ที่ชัดเจนและก่อหนี้เงินกู้เกินความสามารถ
ด้านการคลังของและหรืออาจจะไม่สามารถ
ชำระหนี้เงินกู้ตามที่กำหนดในสัญญา
2.การบริหารการกู้เงินมีการกำหนด
หลักเกณฑ์ไว้ในกฎหมายหลายฉบับ
ซึ่งอาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้
|  8 |  6 | 1. กรุงเทพมหานครไม่สามารถวางแผนการบริหารงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. กรุงเทพมหานครไม่สามารถลงทุนโครงการพื้นฐานสาธารณะเพิ่มขึ้นได้
3. กรุงเทพมหานครขาดสภาพคล่องจากภาระหนี้สิน | 1. ภาพลักษณ์ขององค์กรขาดความน่าเชื่อถือ
2. ประชาชนไม่ได้รับบริการสาธารณะที่เหมาะสมจากกรุงเทพมหานคร | 8 | สูง | 6 | ปานกลาง | สนค. |
| 79 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.4.1 | บริหารสภาพคล่องทางการเงินของกรุงเทพมหานครให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยการดำเนินงานของหน่วยงานเป็นไปอย่างราบรื่น มีสภาพคล่องทางการเงิน
| 1. การจัดเก็บรายได้ในภาพรวมของกรุงเทพมหานครต่ำกว่าประมาณการรายรับที่ตั้งไว้
2. นโยบายการเงินการคลังของภาครัฐ
3. การชดใช้ภาระหนี้ตามคำพิพากษาจากการฟ้องร้อง
4. การนำกระแสเงินสดไปหารายได้จากการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ช่วงระยะเวลายาว
5. การได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐไม่เป็นไปตามแผนการใช้จ่ายเงิน (ระยะเวลา,จำนวนเงิน)
6. นโยบายผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
|  25 |  12 | 1. หน่วยงานไม่สามารถเบิกจ่ายเงินได้ตามเป้าหมาย
2. ภาพลักษณ์ของหน่วยงานและกรุงเทพมหานครเสียหาย
2. กรุงเทพมหานครต้องหาแหล่งเงินสำรองเพื่อเบิกจ่าย
3. ต้องถอนเงินฝากธนาคารก่อนครบกำหนด ทำให้สูญเสียรายได้จากดอกผลที่นำฝากธนาคาร
4. ภาครัฐมอบนโยบายหรือถ่ายโอนภารกิจให้กรุงเทพมหานคร ดำเนินการแต่ขาดการสนับสนุนงบประมาณ
5. กรุงเทพมหานครต้องสำรองเงินไว้เพื่อเบิกจ่ายเพิ่มเติมในกรณีที่ไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐตามแผน | 1. เจ้าหนี้และผู้มีสิทธิรับเงินได้รับเงินล่าช้า
2. ประชาชนไม่ได้รับการบริการตามที่คาดหวัง
3. ภาพลักษณ์ของหน่วยงานและกรุงเทพมหานครเสียหาย
4. กระแสเงินที่นำไปหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช้าลงส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม | 25 | สูงมาก | 12 | สูงมาก | สนค. |
| 80 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.5.1 | การทุจริต
การจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม และเข้าข่ายการทุจริต
| 1) ขาดการควบคุมและติดตาม
การปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากผู้บังคับบัญชามีภารกิจ
ที่ต้องดำเนินการจำนวนมาก
2. การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่มี
เงื่อนไขจำนวนมาก ข้าราชการจึง
ใช้เป็นข้อต่อรองในการเรียกรับ
ผลประโยชน์จากผู้ค้าหรือผู้รับจ้าง
3. ข้าราชการและผู้รับจ้างมีความ
สนิทสนม รู้จักกันมานาน และ
มีผลประโยชน์ร่วมกัน
4. ขาดการหมุนเวียนงานของ
ข้าราชการที่ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง
5. กระแสวัตถุนิยมในสังคม
6. ข้าราชการไม่มีความรู้ความ-
เข้าใจในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
7. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่
ในการละเมิดการควบคุม
8. ผู้บังคับบัญชาร่วมมือกับข้าราชการ
เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันและ
มีผลต่อความก้าวหน้าในตำแหน่ง
9. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจบังคับ
หรือชี้นำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
ดำเนินการที่เข้าข่ายการทุจริต
10. องค์กรให้ค่าตอบแทนในอัตรา
ที่ไม่เพียงพอกับการครองชีพ
11. ข้าราชการผู้รับผิดชอบมีปัญหา
ส่วนตัวทางด้านการเงิน เช่น
ติดการพนัน มีหนี้นอกระบบ ฯลฯ
12. ข้าราชการเห็นเป็นเรื่องปกติ
เคยชิน และทำตามคนอื่นที่ปฏิบัติมา
13. ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นข้าราชการ
ที่ทำทุจริตได้รับโทษอย่างจริงจัง
|  12 |  6 | 1. งานที่เกิดปัญหาอาจได้รับ
ความเสียหาย ไม่มีคุณภาพ
ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
เท่าที่ควร
2. ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย
3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่
ไม่ดี หากไม่มีการลงโทษอย่าง
จริงจัง (พฤติกรรมเลียนแบบ)
4. สิ้นเปลืองงบประมาณ
เพราะได้ผลสำเร็จไม่เต็มที่
5. ใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า | 1. ประชาชนได้รับบริการที่
ไม่มีคุณภาพเท่าที่ควรจะเป็น
2. การแข่งขันทางด้านราคา
ไม่สมบูรณ์หรือไม่ยุติธรรม
ทำให้องค์กรเสียประโยชน์ | 12 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สนค., สกก. |
| 81 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.5.2 | การทุจริต
การเรียกรับผลประโยชน์ เช่น การอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารต่าง ๆ ของทางราชการ ฯลฯ
| 1) ขาดการควบคุมและติดตาม
การปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด
เนื่องจากผู้บังคับบัญชามีภารกิจ
ที่ต้องดำเนินการจำนวนมาก
2. การดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างที่มี
เงื่อนไขจำนวนมาก ข้าราชการจึง
ใช้เป็นข้อต่อรองในการเรียกรับ
ผลประโยชน์จากผู้ค้าหรือผู้รับจ้าง
3. ข้าราชการและผู้รับจ้างมีความ
สนิทสนม รู้จักกันมานาน และ
มีผลประโยชน์ร่วมกัน
4. ขาดการหมุนเวียนงานของ
ข้าราชการที่ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้าง
5. กระแสวัตถุนิยมในสังคม
6. ข้าราชการไม่มีความรู้ความ-
เข้าใจในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
7. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่
ในการละเมิดการควบคุม
8. ผู้บังคับบัญชาร่วมมือกับข้าราชการ
เพราะมีผลประโยชน์ร่วมกันและ
มีผลต่อความก้าวหน้าในตำแหน่ง
9. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจบังคับ
หรือชี้นำให้ผู้ใต้บังคับบัญชา
ดำเนินการที่เข้าข่ายการทุจริต
10. องค์กรให้ค่าตอบแทนในอัตรา
ที่ไม่เพียงพอกับการครองชีพ
11. ข้าราชการผู้รับผิดชอบมีปัญหา
ส่วนตัวทางด้านการเงิน เช่น
ติดการพนัน มีหนี้นอกระบบ ฯลฯ
12. ข้าราชการเห็นเป็นเรื่องปกติ
เคยชิน และทำตามคนอื่นที่ปฏิบัติมา
13. ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นข้าราชการ
ที่ทำทุจริตได้รับโทษอย่างจริงจัง
|  12 |  6 | 1. ภาพลักษณ์องค์กรเสียหาย
2. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่
ไม่ดี หากไม่มีการลงโทษอย่าง
จริงจัง (พฤติกรรมเลียนแบบ)
3. องค์กรสูญเสียเงินหรือ
รายได้บางส่วน
4. งานได้รับความเสียหาย ไม่มี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล | 1. ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่าย
ในการรรับบริการโดยไม่จำเป็น
2. ประชาชนได้รับการเหลื่อมล้ำ
ในการขอรับบริการ | 12 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สนค., สกก. |
| 82 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.5.3 | การทุจริต
การยักยอกเงิน เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมเก็บขนมูลฝอย ภาษีประเภทต่าง ๆ การใช้ใบเสร็จปลอม การฝากเงินเข้าบัญชีส่วนตัวระหว่างรอจ่ายผู้มีสิทธิ ฯลฯ
| 1. รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายประจำ จึงเป็นแรงกดดันให้ทำการทุจริต (เงินเดือนและผลตอบแทนน้อยกว่าค่าครองชีพ)
2. ขาดการควบคุมและติดตามงานจากผู้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากไว้วางใจและติดภารกิจอื่น
3. ไม่มีมาตรการควบคุมการดำเนินการที่รัดกุม เปิดโอกาสให้ข้าราชการทำทุจริตได้ เช่น ไม่ควบคุมการเบิกและรักษาใบเสร็จ
4. ขาดการหมุนเวียนงานของข้าราชการที่รับผิดชอบงานดังกล่าว
5. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ในการละเมิดการควบคุม
6. ผู้บังคับบัญชาร่วมมือกับข้าราชการที่รับผิดชอบงานดังกล่าวเพราะมีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีผลต่อความก้าวหน้าในตำแหน่ง
7. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจบังคับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาดำเนินการที่เข้าข่ายการทุจริต
8. กระแสวัตถุนิยม
9. ข้าราชการผู้รับผิดชอบมีปัญหาส่วนตัวทางด้านการเงิน เช่น ติดการพนัน มีหนี้สิน ฯลฯ
10. ข้าราชการเห็นเป็นเรื่องปกติเคยชิน และปฏิบัติตามกันมา
11. เจ้าหน้าที่ร่วมมือกันจัดทำเอกสารปลอม โดยไม่มีการดำเนินการใด ๆ เกิดขึ้นจริง มาขอเบิกเงินกับหน่วยงาน
12. เจ้าหน้าที่ดำเนินโครงการอบรมร่วมมือกับผู้รับจ้่างให้ออกใบเสร็จรับเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เรียกเก็บเงินตามระเบียบ แต่เงินที่ทดรองจ่ายไปจริงน้อยกว่า
13. เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
14. อยากให้มีการปฏิบัติงานมีความคล่องตัวแต่ไม่มีระเบียบรองรับ
|  8 |  4 | 1. รายได้ของกรุงเทพมหานครไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือตามประมาณการ
2. ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหาย ขาดความน่าเชื่อถือ
3. การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดี หากไม่มีการลงโทษอย่างจริงจัง (พฤติกรรมเลียนแบบ)
4. ต้องสรรหาข้าราชการหรือบุคลากรใหม่ ต้องเสียงบประมาณในการสรรหาบุคลากรใหม่และค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม
5. สูญเสียงบประมาณในการนำมาพัฒนากรุงเทพมหานคร
6. งานขององค์กรได้รับความเสียหาย ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
7. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบไม่มีความเข้าใจเรื่องการรายงานผลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนรัฐบาลและเงินงบประมาณเบิกแทนกัน
8. เกิดความกังวลขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่ปรากฏชื่อในเอกสารการดำเนินการ เช่น เป็นผู้ให้เบิกใบเสร็จรับเงินผู้นำเงินรายได้ที่เก็บได้ในแต่ละวันเพื่อนำส่งคลัง | 1. ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรรับบริการโดยไม่จำเป็น
2. ประชาชนได้รับการเหลื่อมล้ำในการขอรับบริการ
3. ประชาชนอาจต้องเสียค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อนหากไม่ได้รับบริการตรวจสอบ หรือเก็บใบเสร็จรับเงินที่จ่ายไว้
4. ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการรับเงินของกรุงเทพมหานคร | 8 | สูง | 4 | ปานกลาง | สนค., สกก. |
| 83 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.5.4 | การทุจริต
การใช้ทรัพย์สินของทางราชการ
อย่างไม่เหมาะสม เช่น นำไปใช้ส่วนตัว สำรองห้องพักของโรงพยาบาลให้กับญาติและคนรู้จัก การใช้น้ำมัน/รถราชการ ฯลฯ
| 1. ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติ
ควบคุม ครอบครอง และรักษา
ทรัพย์สิน ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่าง
เคร่งครัด
2. ความสนิทสนมส่วนบุคคล
ระหว่างเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
จึงละเว้นหรือไม่ปฏิบัติตามระบบ-
การควบคุมที่กำหนดไว้
3. ความไว้วางใจ ขาดการติดตาม
และกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
4. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่
ในการละเมิดการควบคุม
5. ผู้บังคับบัญชาและข้าราชการ
ที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบ
งานด้านดังกล่าวร่วมมือกัน เพราะ
มีผลประโยชน์ร่วมกัน และมีผลต่อ
ความก้าวหน้าในตำแหน่ง
6. ผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจบังคับ
ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำทุจริต
7. กระแสวัตถุนิยมในสังคม
8. ได้รับมอบหมายให้ดูแล
รับผิดชอบสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง
ซึ่งเป็นสิ่งล่อใจ
9. ข้าราชการผู้รับผิดชอบมีปัญหา
ส่วนตัวทางด้านการเงิน เช่น ติด
การพนัน มีภาระหนี้สิน ฯลฯ
จึงไม่สามารถซื้อทรัพย์สินที่เป็นของ
ตนเองได้
10. ข้าราชการเห็นเป็นเรื่องปกติ
เคยชิน และปฏิบัติตามกันมา
11. ไม่เคยเห็นข้าราชการที่ทำ
ทุจริตได้รับการลงโทษอย่างจริงจัง
|  12 |  9 | 1. ทรัพย์สินของทางราชการ
ชำรุดและเสียหาย
2. สิ้นเปลืองงบประมาณ
3. สูญเสียโอกาสในการ-
ใช้งานทรัพย์สิน เพื่อให้เกิด
ประโยชน์กับราชการ
4. งานขององค์กรได้รับความ-
เสียหาย
5. งานไม่มีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผล
6. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่ดี
หากไม่มีการลงโทษอย่างจริงจัง
(พฤติกรรมเลียนแบบ) | 1. การสูญเสียโอกาสในการบริการประชาชน
เมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐนำทรัพย์สินของทางราชการ
ไปใช้ในกิจการส่วนตัว ทำให้ไม่สามารถนำทรัพย์สิน
นั้นไปใช้บริการประชาชนได้ เช่น รถกู้ชีพหรือ
รถหลวงที่ควรจะสแตนด์บายรับเหตุฉุกเฉิน
หากถูกนำไปใช้ในภารกิจส่วนตัว
อาจทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือ
ประชาชนล่าช้า ซึ่งหมายถึงชีวิตและทรัพย์สิน
ของชาวบ้าน
2. ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน | 12 | สูงมาก | 9 | สูง | สนค., สกก. |
| 84 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.5.5 | การทุจริต หรือข้อผิดพลาดในการจ่ายเงินต่าง ๆ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความผู้พิการไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม, การจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์, การเบิกจ่ายเงินเดือนครู, การเบิกจ่ายตรงสวัสดิการค่ารักษาพยาบาล
| 1. ขาดการเชื่อมต่อระบบข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบ เช่น ฝ่ายทะเบียนกับฝ่ายพัฒนาชุมชนของสำนักงานเขต ฯลฯ และกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ
2. ข้าราชการผู้รับผิดชอบไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ละเลย ไม่รอบคอบ
3. ขาดการควบคุมและติดตามการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดจาก
4. หน่วยงานส่งข้อมูลการเบิกจ่ายเงินไม่ถูกต้อง/ไม่ครบถ้วน/ข้อมูลส่วนบุคคลตกหล่น
5. หน่วยงานไม่ปรับปรุงฐานข้อมูลผู้มีสิทธิและบุคคลในครอบครัวในระบบเบิกจ่ายตรงเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของกรุงเทพมหานครให้เป็นปัจจุบัน
6. การจัดทำคำสั่งเลื่อนเงินเดือน คลาดเคลื่อนหรือไม่เป็นปัจจุบัน
7. การไม่ถือปฎิบัติตามแนวทางที่เกี่ยวข้อง
|  12 |  6 | 1. สูญเสียงบประมาณโดยไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
2. ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหาย
3. 2. กรณีหน่วยงานส่งข้อมูลขอเบิกจ่ายเงินเกินสิทธิจะต้องเรียกเงินคืนจากผู้มีสิทธิ
4. 3. กรณีหน่วยงานส่งข้อมูลผู้มีสิทธิตกหล่นหรือส่งข้อมูลขอเบิกจ่ายเงินไม่ครบถ้วน หน่วยงานจะต้องจัดทำหนังสือขออนุมัติเบิกจ่ายเงินเพื่อขอเบิกเงินย้อนหลังให้กับผู้มีสิทธิซึ่งเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับผู้บริหารกรุงเทพมหานคร | 1. ผู้มีสิทธิรับเงิน(ประชาชน) หรือเจ้าหนี้ไม่ได้รับเงินหรือได้รับเงินไม่ครบถ้วน
2. เกิดการร้องเรียนกรณีผู้มีสิทธิรับเงิน(ประชาชน) หรือเจ้าหนี้ไม่ได้รับเงินหรือได้รับเงินไม่ครบถ้วน
3. ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหาย | 12 | สูงมาก | 6 | ปานกลาง | สนค., สพส., สกก. |
| 85 | G | 19. ความเสี่ยงด้านการเงิน (Financial Risk) | 19.5.6 | การทุจริต
การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอย่างไม่เป็นธรรม
ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมและใช้ระบบอุปถัมภ์
| 1. การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ระหว่างผู้บังคับบัญชากับ
ผู้ใต้บังคับบัญชา
2. ความทะเยอทะยานและ
ความต้องการก้าวหน้าในตำแหน่ง
3. ระบบอุปถัมภ์ที่ไม่มีคุณธรรม
4. ระเบียบและกฎเกณฑ์ที่เปิด-
โอกาสให้ใช้ดุลยพินิจในการ
พิจารณา
5. ผู้กระทำผิดวินัยหรือกระทำทุจริต
ไม่ได้รับการลงโทษอย่างจริงจัง
และยังได้รับการส่งเสริมความก้าวหน้า
|  12 |  4 | 1. ส่งเสริมให้ข้าราชการที่ไม่มี
ความรู้ความสามารถเพียงพอ
ได้ดำรงตำแหน่ง
2. การบริหารงานในตำแหน่ง
ที่มีความสำคัญ อาจได้รับ
ความเสียหาย ขาดประสิทธิภาพ
และประสิทธิผล
3. ทำให้มีช่องทางในการ-
แสวงหาผลประโยชน์ โดยใช้
อำนาจในทางที่มิชอบ
4. ภาพลักษณ์ขององค์กรเสียหาย
5. ข้าราชการที่มีความรู้
ความสามารถขาดโอกาส
ในการก้าวหน้าในตำแหน่ง
6. เป็นการสร้างวัฒนธรรม-
องค์กรที่ไม่ดี | (not set) | 12 | สูงมาก | 4 | ปานกลาง | สกก., สกจ. |
| 86 | G | 20. ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ (Compliance Risk) | 20.1.1 | มีกฎหมายระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวนมาก และกฎหมายหลายฉบับมีความล้าสมัย ไม่เป็นปัจจุบัน
| 1. หน่วยงานผู้ใช้กฎหมายในการปฏิบัติงานไม่ได้ศึกษาว่า
ข้อบัญญัติและระเบียบต่างๆ มีความซ้ำช้อนกับกฎหมายอื่น
หรือควรยกเลิกหรือไม่
2. หน่วยงานผู้ใช้กฎหมายในการปฏิบัติงานพบว่า
ข้อบัญญัติและระเบียบมีความล้าสมัย
แต่ยังไม่มีข้อเสนอว่า ควรแก้ไขอย่างไร
เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการศึกษาวิเคราะห์
3. กรณียังไม่มีข้อบัญญัติและระเบียบที่จำเป็นต่อการปฏิบัฏิบัติงาน
หน่วยงานผู้ใช้กฎหมายในการปฏิบัติงานควรเสนอให้ร่างกฎหมาย
แต่ยังมิได้ดำเนินการ เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลา
ในการศึกษาวิเคราะห์
4. ไม่มีการตรวจสอบและศึกษาอย่างต่อเนื่องว่าควรยกเลิก
แก้ไข หรือร่างกฎหมายใหม่ใดหรือไม่
เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอ และมีภารกิจมาก
|  6 |  2 | 1. การปฏิบัติงานไม่มีกฎหมายรองรับ ทำให้ชาดความมั่นใจ เชื่อมั่น
ในการปฏิบัติงาน สุ่มเสียงต่อการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี
2. ไม่มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรองรับการดำเนินฐาน งาน
ตามนโยบายและภารกิจของกรุงเทพมหานครที่มีมากขึ้น
3. เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงาน
4. กฎหมายบางฉบับที่ล้าสมัยอาจกระทบต่อรายได้
หรือส์วัสติการบุคลากร หรือส่งผลกระทบต่อการบริหารงานเรื่องอื่นๆ | ส่งผลกระทบต่อประชาชนไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาและสถานการณ์ต่างๆ | 6 | ปานกลาง | 2 | น้อย | สกค., สนค. |